กว่าจะถึงคุนหมิง//แชงกรีล่า//

ไปแชงกรีล่ากันกีกว่า หลังจากที่ตามนั่งอ่านรีวิวจากที่ต่างๆ ทั้งจากหนังสือ มัลติพลาย TKT และที่อื่นๆ ที่นักเดินทางต่างมาเขียนรีวิวซะจนผมอดใจไม่ได้ที่ไปเหยียบดินแดนแห่งนี้สักครั้งหนึ่ง จากการที่ตามอ่านรีวิวที่ TKT ก็ได้สมาชิกและเพื่อนร่วมทริปมาอยู่กลุ่มหนึ่ง ติดต่อโทรคุยเรื่องแผนเดินทางกันอยู่พักใหญ่ และแล้ววันที่จะต้องเดินทางก็มาถึง เย็นวันที่ ๒๕ ผมแยกตัวออกมาจากลุ่มเพื่อที่จะนั่งรถไปเชียงของ(เดินทางโดยรถน่ะครับไม่มีตังคืซื้อตั๋วเครื่องบิน) ทุกคนได้ตั๋วที่บริษัทสยามเฟิร์ทยกเว้นผมที่ต้องมานั่ง รถของรุ่งโชคทวีคนเดียว ระหว่างนั้นได้มีการโทรติดต่อกับทางพี่เอ๋ตลอด(พี่ที่ติดต่อไว้ใน TKT) วันนี้เป็นวันคริสมาสตร์ผมมาในทีมของซานต้ามันช่างบังเอิญเหลือเกินที่แอร์บัสของรุ่งโชคทวีที่มีเครื่องแบบสีแดงเหมือนกัน กระซิบนิดหนึ่งน่ะครับว่าแอร์บัสคันที่ผมขึ้นไป ความน่ารักของเธอเอาไปเลย ๙.๕ เต็ม ๑๐ ตัดไป ๐.๕ เพราะว่าเธอช่างไม่ยิ้มแย้มเอาเสียเลยหน้าบึ้งตลอดดดดดดดดดด ไม่รู้ไปโกรธใครมา รถมาถึงเชียงของ อุณหภูมิเริ่มลดลงเรื่อยๆ รู้สึกได้ถึงความหนาวเล็กๆ ผมติดต่อไปยังพี่เอ๋ และกลุ่มคณะทุกคนรออยู่ที่ด่านสรุปว่ารถผมถึงช้ากว่าทุกคน ผมรีบจับสกายแรปตามไปที่ด่านทุกคนกำลังทำเรื่องข้ามด่านเพื่อที่จะข้ามไปฝั่งลาว

๑.มองข้างโขงคือลาว ๒.หันหลังมาคือเชียงของ ๓.รถคันนี้จะพาไปคุนหมิง ๔.ด่านจีน

หลังจากที่ทำเรื่องเพื่อที่จะมาเหยียบแผ่นดินลาวแล้ว เราก็มุ่งตรงเพื่อที่จะไปหาพี่เป้ พี่ที่พวกเราติดต่อเรื่องรถตู้เพื่อที่จะมาเราไปยังชายแดนจีน แต่คงเป็นเพราะว่าผมทำบุญมาไม่พอที่จะไปร่วมรถตู้กับพวกพี่เอ๋อีกแล้ว รถพี่เป้เต็มพี่แกบอกว่ารถพี่รับได้แค่ ๑๑ คนเต็มที่นั้นหมายความว่าผมต้องแยกตัวเองออกมาเพื่อที่จะหารถคันใหม่(จริงๆ แอบคิดเหมือนกันน่ะ ว่าทำไมต้องเป็นเราด้วยว่ะ ทั้งๆที่เราเป็นคนที่ติดต่อคุยกันตั่งแต่เริ่มแต่เนื่องด้วยบางคนนั้นมากันสองคนบ้าง สามคนบ้างเหตุผลคืออยากนั่งไปด้วยกันบ้างอะไรบ้าง เออตูมาคนเดียวก็งี้และเสียสละก็ได้เน้อ) แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาก่อนหน้านั้นผมแอบติดต่อกับพี่เป้คนขับรถไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว แบบว่าโทรหาพี่แกเกือบทุกวัน ๑ อาทิตย์ก่อนเดินทาง พี่เป้คอนเฟิร์มกับผมว่ารถน่ะมีแน่นอน แต่กรณีรถพี่แกรับไม่ได้จริงๆ พี่แกจะช่วยหารถให้ หรือไม่ถ้าไม่มีจริงๆ พี่แกจะให้อัดรถแกไป แต่คนอย่างผมยังคงไม่โชคร้ายเสมอไป ผมได้เจอกับกลุ่มพี่ๆ คนจีนที่เชียงรุ้งพี่ๆ แกมาเที่ยวเชียงใหม่กัน นั้นทำให้ผมได้รถที่อย่างน้อยก็คงถึงชายแดนลาวและเข้าจีนได้อย่างสบาย

  ๑.ได้รถนอนได้เพื่อนอน ๒.ร้านนี้สำหรับฝากท้องมื้อเช้า ๓.ร้านค้าเต็มไปหมด ๔.ตึกเยอะไปหมด

ถึงด่านจีนเราต้องทำเรื่องข้ามแดน ก่อนหน้านี้ผมแลกเงินหยวนมาจากไทยซึ้งเป็นเงินหยวนแบงค์ใหญ่ทั้งนั้น ผมจึงเข้าไปขอแลกกับพี่คนจีนที่นั่งรถมาด้วย พี่แกรีบหาเศษเงินหยวนเล็กให้ผม ได้มาประมาณ ๗๐ หยวนได้มั่ง ผมยืนแบงค์ร้อยให้แกไป แต่แกไม่ยอมรับเงินจากผม และบอกว่าไม่เป็นไรเล็กน้อยแค่นี้ช่วยเหลือกันได้ โอ้วววววววว ก็อดดดดดดดดด เจอคนใจดีอีกแล้ว (สาธุขอให้เจอคนดีๆ แบบนี้ตลอดการเดินทางเหอะ) หลังจากที่ทำเรื่องเรียบร้อยแล้วก็ข้ามมาเหยียบแผ่นดินใหญ่เรียบร้อยแล้ว

บ่อหาร คือเมืองชายแดนของจีน-ลาวแต่คนที่นี่ไม่สามารถพูดลาวได้เลย ผิดกับคนลาวที่อยู่ชายแดนนจีน    นั้นจะพูดจีนได้นิดหน่อย เราทุกคนมุ่งตรงไปที่สถานีรถเพื่อที่หาตั๋วไปเมิงลา แต่นับว่าเป็นโชคดีหรือป่าวไม่รู้มีรถที่มุ่งตรงไปคุนหมิงที่บ่อหารเลยเป็นรถที่วิ่งมาจากนครเวียงจันทร์ รถจะออกประมาณ ๕ โมงเย็นและจะถึงคุนหมิงก็เช้าๆ ได้ พวกเรายังมีเวลาอีกประมาณชั่วโมงได้ทุกคนจึงแยกย้ายไปหาอะไรรองท้องเพราะว่าเราจะไม่จอดแวะกินข้างกันอีกแล้ว ผมจึงแยกตัวออกไปสำรวจเมือง แต่ยังไม่กล้าเดินออกไปไกลจากกลุ่มเท่าไรเพราะว่ากลัวกลับมาไม่ทัน

รถออกจากบ่อหารแล้วมาแวะพักรถที่เมิงลาประมาณชั่วโมงได้ เมิงลาเป็นเมืองที่เจริญมากถ้าเทียบกับบ่อหาร นั้นทำให้ผมแปลกใจว่าเมืองจีนเป็นเมืองแผ่นดินใหญ่ แต่ความเจริญเข้าทุกเกือบทุกหัวเมืองที่เป็นเมืองหลักๆ ที่เมิงลาผมยังคงแยกตัวจากกลุ่มคณะมาฉายเดียวอีกเดินเล่นรอบๆ ถนนหน้าสถานีรถเมิงล่าและก็ถึงเวลาที่รถจะเคลื่อนตัวพาพวกผมและคนจีนอื่นๆ ไปยังจุดหมายเดียวกันนั้นคือ “คุนหมิง”

เช้าวันที่ ๒๗ ที่สถานีรถสายใต้คุนหมิง (อันนี้เดาเอาน่ะ) เมือรถจอดเทียบท่าและทันที่ที่สองเท้าของเด็กชายไทยตัวน้อยๆ(แต่พุงโต) ก้าวลงเหยียบแผ่นดินแห่งจอมยุทธ์ ไอแห่งความเย็นวิ่งมาปะทะหน้าอย่างจัง ทำไมมันหนาวอย่างนี้ว่ะหนาวมากด้วย เมือวานเพิ่งอยู่เมืองไทยอากาศออกจะร้อนอบอ้าว ทุกย่างก้าวที่ย่ำไปยิ่งหนาวขึ้นหนาวขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนเริ่มลงจากรถจนหมดเพราะปลายทางอยู่ที่คุนหมิง ทุกคนต่างหยิบคู่มือที่เตรียมมาเป็นอย่างดีแล้วของตัวเอง และตอนนี้ไอ่นายพร้อมที่จะลุยแล้ว

๑.ขอสักหน่อย ๒.ร้านหนังสือ ๓.ใครว่าสาวจีนไม่น่ารัก ๔.ย่านธุรกิจ

ก่อนหน้านี้ผมเคยคุยกับว่าเอ๋ว่า ผมอาจจะร่วมทริปกับพี่ทั้งทริป หรือครึ่งทริป แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงแม้แต่ครึ่งทริปเพียงแค่ก้าวแรกที่เหยียบแผ่นดินใหญ่ผมก็เข้าไปกล่าวลากลุ่มของพี่เอ๋ ผมจะขอแยกกับพี่แค่ตรงนี้น่ะครับพี่เอ๋ไม่แปลกใจเพราะเราคุยกันมาก่อนหน้านั้น

กลุ่มพี่เอ๋ ๑๑ ชีวิต สำหรับผมนั้นมันดูเยอะไปมากมากๆ ด้วย  สำหรับผมชีวิตเดียวคงเพียงพอที่จะเอาตัวเองรอดได้จากดินแดนที่คุยกันคนละภาษา และการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกันเอาเสียเลย

            จุดหมายต่อไปของกลุ่มพี่เอ๋ คือ ต้าลี่

            จุดหมายของไอ่นายก็คือ ต้าลี่

อ่าววววววววววววว แล้วไมไม่ไปด้วยกันล่ะว่ะ

กลุ่มของพี่เอ๋ตกลงกันว่าจะนั่งรถไฟไปต้าลี่กัน แต่ผมคงไม่มีเวลาเพียงพอที่จะละเลียดรถชาดระหว่างทางคุนหมิงถึงต้าลี่ขนาดนั้นผมจึงเลือกที่จะใช้บริการของรถ Local Bus แทน

หลังจากที่เป็นอิสระแล้วผมเดินไปตั้งหลักที่หน้าสถานีรถซึ่งมีรถเมย์มากมายที่จะผมเข้าไปในตัวเมืองคุนหมิง แต่ผมยังมองไม่เห็นทางที่ผมจะไปมันได้เพราะว่าป้ายรถเมย์ หรือแม้แต่อักษรทุกตัวที่ปรากฏตรงหน้าผมเป็นภาษาที่ที่ผมไม่เคยเรียนมาในหลักสูตรต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

หลังจากตั่งสติได้ผมก็เอาข้อมูลต่างๆ ที่เตรียมมา(เห็นไหมว่าทำการบ้านมาน่ะ) ผมเรียกแท็กซี่ไปยังจตุรัสกลางเมืองสักอย่างอันนี้จำชื่อไม่ได้แต่เตรียมรูปไปเพื่อบอกพี่แท็กซี่ให้นำไปส่งที่นั้น แต่แล้วก็หนีไม่พ้นที่จะมาเจอลูกเล่นของพี่แท็กซี่ หลังจากรับผมแล้วพี่แกไม่ยอมออกรถ ยังคงรอคอยลูกค้าคนอื่นต่ออีก (รถแท็กซี่ส่วนตัวแบบเหมาราคา) พี่แกเล่นขับวนรอบๆ สถานีเพื่อเรียกลูกค้าต่อจนผมได้ดูมวยจีนตั่งแต่เช้า และแล้วผมก็เริมใช้ลูกเล่นผมมั่ง ผมพยายามเร่งพี่แกโดยการบอกไปว่าผมจะไม่ทันเวลาแล้วก็ชี้มาที่นาฬิกา พี่แกก็ทำเหมือนว่าเข้าใจแต่ตั่งลีลาอยู่สักพัก จนได้ลูกค้าคนจีนเพิ่มมาอีก ๒ คน

ในที่สุดผมก็มาถึงจัตุรัสกลางเมือง แล้วทำไงต่อดีล่ะ ??????????????????????

ผมเดินหา Hump Hotel เพื่อที่จะไปอาบน้ำเนื่องจากไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่วันที่ออกมาจากหมอชิต (ก่อนไปหมอชิตอาบแล้วน่ะ) เดินไปเดินมายังไงก็ไม่มีวีแววว่าจะเจอ จนเริ่มจะหมดความพยายามเลยตัดสินใจเข้าไปถามพี่สาวคนจีนที่ยืนรถรถอยู่

ไอ่นาย: เฮ้เพ่สาวววว hump hotel ไปทางหนายยยคร้าบบบบบ

พี่สาวจีนหน่าจืด: !$%$^*$^@Q

ไอ่นาย: เพ้ hump ไปทางหนายยยยยยยยยย ฮู่บ่

พี่สาวจีนหน้าจืด : อ่าวบักนิ ก็บอกว่าตูไม่รู้ไง

ไอ่นาย : (ไม้ตายล่ะ หยิบ lonely planet มากางให้ดูกันไปเลย) นี่ๆๆ เพ้รู้จักป่ะ

พี่สวาจีนหน้าจืด : อ๋อๆๆๆๆๆๆ ไปทางปู้นนนนนนน (ชี้ย้อนกลับไป)

๑.เล่นได้ทุกที่น่ะคร้าบ ๒.มื้อเช้าที่ว่า ๓.ถนนสะอาดตา ๔.จตุรัสที่ว่า

 เฮ้อออออ เหนื่อยมากกว่าจะสื่อสารรู้เรื่อง แต่ก็มารู้ที่หลังว่าเราเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อกี้นี่เอง เดินย้อนไปประมาณ ๒๐๐ เมตรก็เจอ

หลังจากที่เจอ hump แล้วก็เข้าไปอาบน้ำที่hump ผมได้เจอกลุ่มของพี่เอ๋อีกครั้งหนึ่ง อาบน้ำเสร็จผมก็ติดต่อซื้อตั๋วเพื่อที่จะต้าลี่ที่ hump เลยเพราะว่าสะดวกกว่าอาจจะแพงกว่าการที่ผมจะไปซื้อที่สถานีแต่นั้นก็ประกันได้ว่าผมมีตั๋วไปต้าลี่เรียบร้อยแล้ว มีเวลาอีก ๒ ชั่วโมงผมฝากกระเป๋าไว้ที่ hump แล้วไปสำรวจความเจริญของคุนหมิงต่อ

คุนหมิงคงเป็นเหมือนเมืองหลวงหลายๆ ประเทศ(คุนหมิงเป็นเมืองหลวงของมลฑลยูนาน) ที่ความเจริญเข้าถึง ตึกพานิชย์เต็มไปหมดร้านค้าแบรนด์เนมผุดขึ้นตามมุมตึกเต็มไปหมด การจัดระเบียบคุนหมิง ค่อนข้างที่จะดีเพราะผมไม่เห็นขยะแม้แต่ชื้นเดียวตามพื้นถนน(หรือเป็นเพราะว่าเวลาเดินไม่ได้ก้มมองถนนก็ไม่รู้ ๕๕๕)

รถไปต้าลี่ออกเวลาประมาณ ๑๑ โมง ผมนั่งแทกซี่ไปที่สถานีแบบเชียดชิวมากไปถึงสถานีแบบว่าอีก ๑๐ กว่านาทีรถจะออกแล้ว นี่ถ้าผมมั่วแต่ชิวส์ !!! คงมีตกรถเป็นแน่แท้ ไปก่อนน่ะคุนหมิง

March 15, 2010 at 7:32 am 4 comments

2 Days in Hoi AN

เคยดู 2 Day in Paris ไหม??.. นั้นแระจะบอกว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะตูไปฮอยอันไม่ช่ายปารีส

เช้าวันอาทิตย์

ถึงแม้ว่าวันนี้จะเป็นวันอาทิตย์ แต่ทุกคนยังคงตื่นกันตั่งแต่เช้าตรู่เรานัดเจอกันที่เคาเตอร์ด้านล่างของโรงแรม ที่เวียดนามเกือบทุกโรงแรมจะมีคอมพิวเตอร์ให้ลูกค้าไว้ใช้อินเตอร์เน็ต แต่ส่วนใหญ่จะตั่งไว้ไม่เกิน ๒ เครื่อง เราลงมาเร็วสุดจึงมีเวลาที่จะเช็คเมลล์ ออนเอ็ม ออนมัลติพลายได้อยู่และรู้สึกจะมีไวเรสด้วยมั้งเพราะเห็นพวกฝรั่งมันเอาเน็ตบุ๊คมาออนเฟรคบุ๊คกัน แต่ช่วงนั้นออนเอ็มไปก็ไม่ค่อยเจอใครเพราะมันเป็นช่วงปีใหม่ ใครๆ เค้าก็ต้องออกไปเที่ยวกันแต่ก็มีเจอบบ้างเป็นบ้างคน

เมื่อสมาชิกมาพร้อมเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องสอบถามข้อมูลต่างๆ จากพนักงานโรงแรมเรื่อง ตั๋ว open bus, open tour บ้าง หลังจากที่คุยกันสักพักหนึ่งรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็พอจะรู้แล้วว่าวันนี้ของเราจะเป็นอย่างไง แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้คือความมั่นใจของพนักงานโรงแรมที่เค้ามั่นใจมากว่าภาษาอังกฤษอันเจ๋งของเค้ามากเพราะเจ้าหล่อนบอกว่าภาษาเวียดนามนั้นไม่ได้ต่างจากภาษาอังกฤษมากนัก (มีครั้งหนึ่งที่ผมเคยคุยกับแขกบังคลาเทศ แล้วเธอบอกว่าภาษาอังกฤษเธอดีมาก ไม่ต้องบอกใช่ไหมว่ามันเป็นอย่างไงถ้าใครเคยคุยกับแขก)

ไอ่บอลตัดสินใจที่จะซื้อ one day trip  เพื่อที่จะไปตำก๊อก  ไอ่เป้เลยตัดสินใจเอามอเตอร์ไซค์ไปแลกกับจักรยานเพื่อนที่เราจะได้ไปปั่นจักรยานเล่นรอบเมืองกัน

ที่แรกที่เราจะไปกันคือ สะพานญี่ปุ่น ที่ถูกสร้างโดยชุมชนญี่ปุ่นในศตวรรษที่ ๑๗ ซึ่งว่ากันมีอายุ ๔๐๐ กว่าปีแน่ สะพานญี่ปุ่นถือว่าเป็นแลนด์มาร์คของฮอยอันเลยก็ว่าได้ เพราะว่า ตอนที่ผมไปนั้นทัวร์คนไทยมาเยอะมาก มากันเองตามลำพังก็เยอะ ไม่ช่ายแต่คนไทยน่ะ ญี่ปุ่น ฝรั่งก็เยอะ โชคยังดีที่ผมไปช่วงเช้าๆ คนยังน้อยอยู่ เมื่อผ้าป่า(กรุ๊ปทัวร์) มาลงผมก็ชวนสมาชิกปั่นจักรยานหนีกันดีกว่า

ลืมไปว่าตั่งแต่เช้าเรา (ไอ่นาย ขวัญ ไอ่เป้) ยังไม่ได้กินข้าวเช้ากันเลย แต่ที่เวียดนามเค้าคงรับวัฒนธรรมฝรั่งเศสมาเยอะ เพราะว่าช่วงเช้าๆ เค้าจะกินขนมปังกันแต่ที่เวียดนามจะเรียกว่า “บั๋งหมี” คือ ขนมปังฝรั่งเศส ใส่หมูปด ผักต่าง ผักดอง แล้วก็ใส่ซอสเผ็ดๆ หรือไม่เผ็ดก็ได้แล้วแต่เราเลือกอร่อยดีถูกด้วย (หลังจากนั้นก็กินทุกวันเลย เนื่องจากถูกและหากิรง่าย) ท้อมอิ่มเราก็ออกไปปั่นจักรยานมุ่งตรงไปที่ Central Market ตอนแรกที่ได้ยินชื่อคิดว่าคงเป็นตลาดๆ ที่เป็นศูนย์กลางของเมืองนี้และคงมีของขายเยอะแยะไปหมด (ตอนนั้นคิดว่าคงประมาณ บองมาเช่ มั่ง) พอไปถึงมันก็กริงอย่างที่คิดไว้ครับ แต่มันต่างตรงที่ว่า Central Market นี่มันเป็นตลาดสดที่มีของขายทุกอย่าง และอีกอย่างหนึ่งน่ะครับมันโคตรๆๆๆ แฉะ ช่ำ ชื้น ไม่รู้จะเอาคำไหนมาเปรียบดี แบบว่าขนาดไอ่นายยังต้องเดินจิกเท้าเลยอ่ะ

1

บรรยากาศก็ไม่ต่างจากตลาดสดแถวไ บ้านเรา เราเดินเล่นรอบๆ ตลาดเพื่อสำรวจควาแฉะของตลาดกันสักพัก แล้วก็หาของกินกันต่อ การเลือกร้านที่ตลาดต้องเลือกกันหน่อยน่ะเพราะว่าระดับความสะอาดนี้ค่อนข้างต่ำมากมายเลยแหละ อีกอย่างเพราะว่าที่ออยอันฝนยังคงตกอยู่ทุกวีวัน

เรายังคงปั่นรถเล่นรอบๆ ย่านเมืองเก่า แถบเมืองเก่านี้จะเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึก ประมาณพวกโอท็อปบ้านเรา และอีกอย่างที่ขึ้นชื่นของที่นี่คือ กระเป๋า Backpack ที่นี่ทำได้เหมือนของจริงมากแต่เรื่องคุณภาพนั้นคงสู้ของจริงไม่ได้ ข้ามสะพานแม่น้ำทูโบนไปก็จะเป็นหมู่บ้านอีกฝั่นหนึ่ง ได้มีโอกาสได้ไปปั่นชมหมู่บ้านอีกฝั่ง บ้านส่วนใหญ่ที่เวียดนามจะนิยมบ้านชั้นเดียว (ยกเว้นบ้านคนรวย) เน้นหน้าบ้านแคบๆ แต่ความยาวของตัวบ้านจะยาว (แอ๊ะ ยังไง งงเหมือนกัน)

2

เย็นวันนี้ขวัญต้องไปนาตรังแล้ว ฉนั้นช่วงเวลาที่จะสนุกด้วยกันก็เหลือแค่ช่วงบ่าย เราจึงไปปั่นจักรยานเล่นๆๆ กันย่านเมืองเก่า ปั่นอยู่นั่นแหละวนไปวนมาไม่รู้กี่รอบบางครั้งก็ปั่นข้ามแม่น้ำทูโบนเพื่อไปชมหมูบ้านรอบๆ แต่ก็สนุกดีได้เห็นวิถีชีวิตของชาวฮอยอันแบบถึงแก่นกันเลยที่เดียว บ่ายๆ ก็ได้เวลาที่จะพาขวัญมาหาตั๋ว สิ่งแรกที่ใครๆ ควรจะรู้เมื่อจะไปเที่ยวที่เวียดนามคือ ชินคาเฟ่ เป็นเอเจ่นซี่รายใหญ่มากที่เวียดนามเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมีหมด การเดินทางทางรถบัสไม่ว่าจะเป็นโอเพ่นบัส สลีปปิ้งบัส หรือทัวร์ต่างๆ ที่นี้สามารถหาได้ ถ้าให้เทียบก็คงประมาณเจ๊เกียวแห่งเชิดชัยทัวร์มั้ง

3

แต่เสียดายที่ขวัญไม่ได้ใช้บริการของชินคาเฟ่(ไม่รู้มีเอี่ยวไรกะชินคอปหรือป่าวน่ะ) ขวัญได้รถของบริษัทคาเมล อีกอย่าง นอกจากชินแล้ว บริษัทที่เกี่ยวกับทัวร์ที่เวียดนามมีเยอะมาก ประมาณ ๗-๑๑ บ้านเราแหละเดินไปทางไหนก็สามารถหาได้ หลังจากที่ขวัญได้ตั๋วแล้วที่นี้ก็เหลือ เรา ๓ คน แต่ผมยังไม่ได้คอนเฟร์มเรื่อวตั๋วเพราะต้องรอเพื่อนอีกคนทีมันหนีไปเที่ยววันเดย์ทริป

4

ยังพอมีเวลาที่จะชมเมืองฮอยอันกับขวัญอีกสักพักใหญ่ๆ จริงๆ ตอนนี้ไม่รู้ว่าไอ่เป้ไปไหน แต่บนเส้นทางของจักรยานตอนนี้มีแค่ผมกะขวัญ ผมและขวัญ ปั่นข้ามแม่น้ำทูโบนข้ามจะเจอหมู่บ้านมีโรงเรียนบ้าง ชมรมบ้าง(คล้ายๆ ที่สอนศาสนามั้ง) ไปจนสุดเจอคล้ายๆ กับทะเลทราบแต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเพราะมันมองเห็นอีกฝั่งตรงข้ามเป็นหมู่บ้าน (เพิ่งมารู่ที่หลังว่าฮอยอันติดทะเล เสี่ยวมากเลยตู)

5

จริงๆ ครั้งแรกที่เจอกะขวัญเธอดูเป็นผู้หญิงที่แกร่ง มากๆ เลย  แต่หลังจากที่ผมอยู่กับเธอมาประมาณ ๒ วันเต็มๆ มันทำให้ความรู้สึกตอนแรกนั้นของผมหายไปหมดอย่างไม่เหลือเลย และทำทำให้ผมแปลกใจอย่างมากมายว่าอะไรทำให้คนอย่างเธอกล้าที่จะมาเวียดนามเพียงคนเดียว ก็คงเหมือนๆ กับผมที่จริงๆ แล้วผมคิดว่าผมหมั่นมากแต่มีหลายครั้งที่การสือสารกันไม่เข้าใจ ผมพูดอังกิดแบบงูๆปลาๆ ซึ่งพอจะสื่อสารได้ แต่บ้างครั้งคนเวียดนามก็พูดอังกิดไม่ได้เลยบางครั้งก็จะรู้เรื่องก็เล่นเอาเมื่อยมือกันเลยที่เดียว

6

ขวัญกลับไปโรงแรมเพื่อรอรถมารับ ผมกะไอ่เป้รอส่งขวัญ  บอกตรงๆ แอบใจหายน่ะต้องแยกกันแล้วอ่ะแล้วรถก็มารับที่หน้าโรงแรม(แต่แอบแลกเมลกันเรียบร้อย เหอะๆๆ) ไอ่บอลยังไม่มีผมเลยชวนไอ่เป้ไปปั่นรอบเมือง(คราวนี้ออกไปไกลอยู่) ออกไปนอนเมืองฮอยอันไม่ได้แตกต่างจากต่างจังหวัดบ้านเราเท่าไรนัก ทุ่งหญ้า ทุ่งนา วัว ควาย ไก่ เหอะๆๆชักเริ่มไปไกลล่ะเลยชวนกันกลับ แต่ขากลับไมมันไม่เหมือนทางเดิมว่ะ เจอชุมชนโรงเรียน วิทยาลัย มหาลัยเยอะแยะไปหมด เพิ่งรู้ตัวว่าปั่นเลยทงแยกมาไกลพอสมควร

กลับมาที่โรงแรมเจอไอ่บอลกลับมาล่ะเลยชวนกันไปซื้อทัวร์เพื่อที่จะไปฮานอย ไม่ต้องถามไปกะชินแน่นอนเหอะๆ ได้รอบประมาณ ๑๑ โมง ราคาประมาณ ๑๒ เหรียญมั้งถ้าจำไม่ผิด

กลับมาโรงแรมพักๆ เอาแรง เช็คเมล(ส่งเมลหาขวัญจริงๆ ขวัญให้เบอร์ตูด้วยแต่…จะโทรไงว่ะ) แล้วก็ถึงเวลาข้าวเย็นวันนี้เราข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำทูโบนตามเคย ถึงแม้ว่ามองจากอีกฝั่นจะเห็นว่าสวยงาม ดูว่าเหมือนมีร้านเยอะแต่จริงๆ แล้วมีอยู่ไม่กี่ร้านลองไปร้านเดิม แต่ว่าคนเต็ม เพราะวันนี้มีบอล ไทย-เวียดนาม เลยย้านมาอีกร้านใกล้ๆ กันคนไม่เยอะสังอาหารและเบียร์นั่งดูบอล ในร้านมีครอยครัวเวียดนามและนักท่องเที่ยว(ไม่รู้ชาติไหน เป่งฝรั่งรู้แต่ว่าเกียดแมร่งงงเพราะแม่งเชียร์เวียดนาม และมาด่านักฟุตบอลไทย ไอ่สาดดดด) แต่คนในร้านก็ใจดีน่ะทั้งๆที่รู้ว่าพวกเราเป็นคนไทยแต่เค้าดูมีน้ำใจนักกีฬาดี(ยกเว้นไอ่ฝรั่งสามตัวนั้นกูเกลียดดดดมึง เกรียนสาดดดด) จบด้วยเสมอแต่เวียดนามได้แชมป์เนื่องจากผลต่างจากประตูได้เสีย

7

หลังจากนี้และฮอยอันที่ว่าเป็นเมืองเงียบสงบ(ใครไปเคยไปฮอยอันคงรู้ดีน่ะว่ามันสงบแค่ไหน) ขบวนเด็กแว๊นซ์ไม่รู้มาจากไหน เริ่มจากฝั่งที่เราอยู่ก็ออกมาโบกธง จุดไฟ เฉลิมฉลองกัน(แอบมีแต่เด็กแว๊นซ์) อ้าวยังงี้จะกลับกันยังไงดีหว่า แต่ก็เริ่มดึกมากแล้วก็เลยคิดว่ากลับโรงแรมนอนกันดีก่า แต่เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างนั้นหรอก ถนนทุกเส่นของฮอยอันตอนนี้เนืองเน้นไปด้วยขวบเฉลิมฉลอง เด็กแว๊นซ์ ผู้ใหญ่แว๊นซ์ มากันเยอะมาก เราเลยชวนกันไปถ่ายรูปและดูๆ บรรยากาศที่เนื่องเน้นไปด้วยผู้คนที่ต่างออกมากันทุกบ้าน และทุกย่างก้าวก็จะเจอคนเวียดนามทักตลอด “ไถ้แล้น” ผมละพวกต่างบอกว่าม้ายๆ แต่จริงแล้วเค้าดูออกว่าเราเป็นคนไทย เค้าก็ถามแบบๆ ยิ้มๆแล้วก็บอกอีกด้วยว่า “ไถ้แล้น เก่ง แต่เวียดนามเก่งกว่า” ก็เท่านั้นไอ่สาดดดแล้วจะมาชมกันทำไมว่ะกลับโรงแรมเด็กแว๊นซ์ไม่ยอมเลิกไอ่สองคนนั้นขึ้นไปอาบน้ำนอน ตูไปหาเบียร์มานั่งชิวส์ต่หน้าโรงแรมคนเดียว

8

วันจันทร์แล้ว วันนี้ไอ่บอลตื่นเช้ากะว่าจะต้องไปถ่ายรูปสาวเวียดนามในชุดอ่าวใหญ่(งี้ป่ะ) เพราะว่ามันก็คือชุดนักเรียนดีๆ นี่เอง ตูตื่นสายเพราะชิวส์หนักไปหน่อย ตื่นมาไม่เจอใคร อาบน้ำ แล้วจับจักรยานไปหากาแฟกินแล้วก็ปั่นไปที่เดิมๆ ที่เคยปั่นกะขวัญ (สาดดน้ำเน่าว่ะ) แล้วจึงเลยไปส่งโปสการ์ด ปั่นไปปั่นมาเจอไอ่สองคน(ฮอยอันอย่างแคบ ไปตรงไหนก็เจอ)เสร็จแล้วเราก็กลับมาเอากระเป๋าเพื่อที่จะไปรอรถเพื่อที่จะพาเราไปฮานอย แต่เราต้องไปเปลี่ยนเป็นรถนอนที่เว้ก่อนอีก เฮ้อ ชีวิตจะเที่ยวทั่งทีก็มีแต่นั่งรถๆ อีกอย่างฮอยอันฝนตกตลอด เซ่ง!!!

นาฬากาที่ฮอยอันเดินช้า จริงๆ น่ะ

ฮอยอันฉันยังไม่ลืมเธอน่ะ จักรยาน ฝนตก เด็กแว๊นซ์ แล้วตูจะกลับไป

October 13, 2009 at 5:27 am 7 comments

ฮอยอันฉันจะรักเธอดีไหม

หลายคนคงจะคุ้นเคยกับละครหลังข่าว “ฮอยอันฉันรักเธอ”  แต่ผมขอสารภารตรงๆ เลยน่ะครับผมไม่เคยดูละครเรื่องนี้ แต่ได้ยินบ่อยมาก และเคยผ่านตามมาบ้าง เพราะฉนั้นการมาเยือนฮอยอันครั้งนี้ไม่ได้ต้องการมาตามรอยละครน่ะครับ

ออกเมืองเว้มาได้สักพักฝนยังคงตกอยู่ตลอดเวลา ความจริงระยะทางระหว่าง เว้กับฮอยอันนั้นไม่ได้ไกลกันมาน่ะครับแต่ดูเหมือนว่าการขับขี่การจราจรที่เวียดนามจะโดนจำกัดความเร็ว (หรือป่าว) รถขับช้ามากทั้งๆ ที่ถนนโล่ง ระหว่าทางที่มุ่งตรงสู่ฮอยอันนั้นจะต้องผ่านเมืองดานัง ซึ่งเป็นเมืองที่ค่อนข้างทันสมัย(ของเวียดนามน่ะครับ) ดาดังขึ้นชื่อได้ว่าเป็นเมืองธุรกิจ สังเกตุได้จากตึกทรงสมัยใหม่สูงๆ เกือบทั้งเมืองและยังเป็นเมืองที่ติดทะเลอีกด้วย

ระหว่างทางต้องผ่านอุโมงค์ที่ลอดผ่านภูเขามีความยาว ๖ กิโลเมตรก็ตื่นเต้นดี สภาพถนนดูเหมือนว่าที่บ้านเรานั้นจะพัฒนาไปไกลว่าที่โน้นมากมายเลย เพราะตลอดเส้นทางนั้นหลุมเยะมาก แล้วเส้นทางก็สุดเส้นจะหฤโหด

การรอคอยที่เครียด

เรามาถึงที่ฮอยอันประมาณห้าโมงครึ่งรถจะจอดที่โรงแรมให้ลูกค้าลงไปดูที่พักประมาณ ๓ จุด เราเลือกที่จะไปลงปลายทางเพราะคิดไว้ว่าน่าจะเป็นที่ทำการของบริษัทเอจนซี่ที่เราซื้อทัวร์มา แต่รถมาเรามาจอดที่โรงแรมแล้วบอกว่าหมดระยะทางแล้วครับ

ผมขนกระเป๋าของตัวเองและของขัวญลงมาพร้อมกับไอ่เป้และไอ้บอล เรามานั่งรอที่หน้าโรงแรมพร้อมกับคนอื่นๆ ที่ทยอยตัวกันออกไปเดินหาโรงแรม ติดอยู่ที่ว่าผมยังไปไหนไม่ได้เพราะว่าขวัญยังมาไม่ถึง ผมเริ่มกระวนกระวายใจ เดินไปเดินมา เดินออกไปถนนเพื่อนที่จะดูว่ามีรถเข้ามาจอดที่โรงแรมนี้อีกไหม สักพักผมตัดสินใจเดินเข้าไปถามที่เคาเตอร์โรงแรมว่าจะมีทัวร์มีลงที่โรงแรมนี้อีกไหม คำตอบที่ได้คือ คันที่ผมมาอ่ะคันสุดท้ายของวันนี้แล้ว (อ้าวววววววววววว ซวยแล้วววววว) ผมเริ่มกระวนกระวายใจมากยิ่งขึ้น ทำไงดี แล้วขวัญจะยังไง จะเจอกันไหม จะเอาเสื้อผ้าที่ไหนเปลี่ยน เครียดมากบอกตามตรง เริ่มทำไรไม่ถูกแล้ว สิ่งที่ขวัญมีติดมือไปคือกระเป๋าตังค์กับพาสปอร์ตเท่านั้น

hoi an1

๑.ถึงแล้วฮอยอัน ๒.ถนนที่ฮอยอัน ๓.ไปปั่นจักรยานแล้วน่ะ ๔.ไอ่เป้

******************************************

แล้วไอ่เป้กับไอ่บอลก็เสนอว่า มันจะออกไปตามหาตามโรงแรมต่างๆ ผมรออยู่หน้าโรงแรมแต่ยังไม่เลิกเดินไปเดินมาด้วยความกระวนกระวายใจ ผมทำไรไม่ถูกจริง กลัวทุกอย่าง อีกอย่างหิวมากด้วยเพราะเวลาตอนนี้ก็เกือนทุ่มแล้ว นี่ผมนั่งรอมาเกือยสองชั่วโมงเลยหรออออออ

หิว!!! เครียด!!!ทำไรไม่ถูก เพื่อนสองคนยังไม่มา เครียด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

สักพักใหญ่ๆ ผมมองเห็นเงาคนเดินมุ่งตรงมาหาผม มันเป็นเงาของผู้ชาย ๒ คน และเงาเล็กๆ ผมเดาว่าเป็นเงาของผู้หญิง และที่สะดุดตาเมื่อมันใกล้เข้ามาคือเสื้อสีแดง ใช้แล้ว !!!! นั้นมันไอ่เป้นี่หว่าไอ่บอล เฮ้ยยยยยยย ขวัญก็มาด้วยสนุกสนานกันมาเชียว หัวเราะมาเลย ไอ้เป้บอกว่าเดินออกไปถึงสี่แยกสักพักก็เจอกับขวัญ แล้วทั้งสามก็ไปเดินดูโรงแรมกันเรียบร้อย แถมยังไปถ่ายรูปเล่นกันอีกนิดหน่อย (โถ่ ไอ่สาดดดดด มึงรู้ไหมกูรออยู่นี่เครียดแค่ไหนนนน)

แล้วเราก็มูฟกันไปที่โรงแรม เราได้โรงแรในราคา ๑๒ US ทั้ง ๒ ห้องเลย หลังจากที่เอาของเข้าเก็บแล้วเราก็ออกมาเช่าจักรยานหน้าโรงแรม เช่าแค่ ๒ คัน เนื่องจากไอ่บอลขี่จักรยานไม่ได้ ไอ่เป้เลยจำเป็นต้องเลือกมอไซค์ นั้นแสดงว่าผมและขวัญต้องปั่นจักรยายเพียงสองคน ค่าเช่าจักรยานที่ฮอยอันถูกมากมาย ๑๒๐๐๐ ดองต่อวัน เทียบเงินไทยแล้วไม่ถึง ๓๐ บาทด้วยซ้ำ

hoi an2

๑.โรงแรมที่เราไปพัก ๒.สภาพห้องนอน ๓.ลองของใหม่ ๔.ริมแม่น้ำทูโบน

********************************************

หลังจากได้จักรยานเราก็ปั่นไปหาข้าวกินหลังจากท้องอิ่มเราก็ปั่นไปเที่ยวกันแถบเมืองเก่า ถ้าเป็นเมืองไทยก็คงประมาณเกาะรัตนโกสินทร์มั่ง  เข้าไปในย่านเมื่องเก่า(ได้ข่าวว่าเป็นเมืองมรดกโลกด้วย) ตึกเก่าๆ เกือบตลอดเส้นทางต่างเนรมิตรเป็นร้านค้า จะเจอร้านอาหารกึ่งๆ ร้านเหล้าเป็นระยะๆ ฮอยอันย่ามค่ำคืนก็สวยไปอีกแบบ ขวัญเสนอว่าโยเกิร์ตนามที่เสียดนามอร่อหลังจากที่ชิมของขวัญแล้วผมก็สั่งมา ๑ ถ้วย แต่ของผมมันแข็งมากเลยอ่ะ เลยไม่อร่อยอย่างที่ชิม

เดินชมเมืองเก่าได้สักพัก จริงๆ ผมแอบไปนั่งดูน้องๆ ที่มาถ่ายทำรายการอะไรสักอย่างริมแม่น้ำแล้วจู่ฝนก็เริ่มลงเม็ดอีกครั้ง เราทั้งหมดจึงตกลงกันว่าจะไปหาที่ชิวส์ต่อ เราข้ามฝั่งแม่น้ำทูโบนไป(เดินข้ามสะพานนิดเดียว)ฝั่นโน้นมองไกลๆ แล้วน่านั่งมาก เรากะว่าจะไปหาที่ชิวส์ๆ นั่งคุยกันต่อลัวก็กลับมาที่โรงแรมโวยอาการมึนนิดหน่อย คงเป็นเพราะว่าวันนี้เหนื่อยมากและเครียดด้วย พรุ่งนี้เราจะไปปั่นจักรยานเล่นกันที่ฮอยอัน

DSCF7589

ดูเหมือนว่าตูจะเริ่มนอยด์อีกแว้วววววววว

*****************************

สิ่งมี่เรียนรู้วันนี้ : เครียด !!! แล้วจะวิตกจริต

June 9, 2009 at 4:52 am 14 comments

ขอบคุณน่ะ***เว้

สวัสดีเว้
หลังจากที่หลับเป็นตายเมื่อคืน ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาคว้านาฬิกาที่บอกเวลาว่าตอนนี้เวลาหกโมงกว่าแล้ว จริงๆ มันไม่น่าจะเป็นไปได้ ปกติถ้าเป็นวันหยุดเข้มสั้นไม่ตีเลยไปเลข ๑๒ ผมคงยังไม่ถีบตัวเองออกจากเตียงเป็นแน่ๆ

หลังจากที่ทุกคนทำธุระส่วนตัวเสร็จ เรานัดเจอกันที่ล๊อบบี้ของโรงแรม(จริงๆ ไม่น่าจะเรียกว่าโรงแรมด้วยซ้ำ เพราะว่ามันไม่เหมือนโรงแรมเอาเสียเลย) ผมลงมาพร้อมกับขวดเบียร์ที่ได้ตกลงกับแม่ค้าว่า ผมจะต้องเอาขวดเปล่าไปคืนเพราะว่าผมซื้อมาในราคาที่ต้องเอาขวดไปคืน(จริงๆ ไม่ต้องเอาไปคืนก็ได้ แต่เกิดอยากเป็นคนดีขึ้นมาซะงั้น)

เสร็จจากเอาขวดไปคืนที่ร้านข้าวเมือวาน (จริงๆ ร้านใกล้มากไม่ไปคืนก็กระไรอยู่) สมองอันน้อยนิดมันสั่งให้สองเท้าเล็กๆ (ที่ไม่มีเล็บขบน่ะ) ของผมให้ก้าวยาวๆ เพื่อที่จะออกไปสู้โลกกว้าง แต่ดูเหมือนว่าฟ้าฝนมันจะไม่เป็นใจเอาซะเลย เราทั้ง ๔ คน ก็เดิน งงๆ อยู่รอบๆ โรงแรม ความจริงบอกตรงๆ น่ะครับว่ามันตื่นเต้นมากเลยแหละ เพราะอะไรหรอ
๑. ไม่เคยมา ครั้งแรกที่มาต่างประเทศ ถึงจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านก็เหอะ
๒. พูดจาคนละภาษา(สื่อสารไม่รู้เรื่อง)
๓. ภาษาอังกฤษผมเก่งมากกกกกก (เย้ยยยย)
๔. ……
๕. ……
เอาเป็นว่าเยอะเลยกังวลหมดทุกเรื่อง แต่จะให้มายื่น งง เก้ๆ กังๆ มันก็คงไม่ได้อะไร เดินหน้าเท่านั้น สิ่งแรกที่พวกเราจะทำกันคือ ไปหาที่แลกเงินสกุลเวียดนามก่อนดีกว่า (จากการศึกษามาแล้ว มีคนเตือนว่าการใช้เงินสกุลอื่นที่ไม่ช่ายสกุลเวียดนามนั้นโดนฟันแผลใหญ่มากเหอะๆๆ)

เงาของใครช่ายของเรา

จริงๆ แล้วหนึ่งในสมาชิกของเราตอนนี้มี หนึ่งคนที่เคยมาเวียดนามแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้เธอ (เพื่อนใหม่) ขอมาโฉบเดียวเนื่องจากก๊วนเธอไม่มีใครว่างเลยสักคนเราเจอและผมได้ผูกมิตรไมตรีกันที่สถานีขนส่งที่เว้เมื่อคืนไง

ขวัญ สาวอักษรศิลปากรที่เพิ่งเป็นบัณฑิตมายังไม่ครบปี ครั้งแรกที่ผมเจอขวัญผมคิดว่าผู้หญิงคนนี้ต้อวอายุเยอะกว่าผมแน่ๆ (ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง เธอมาเที่ยวเวียดนามคนเดียว เธอดูมั่นเป็นสาวเกร่ง บุคลิกเธอคล้ายกับแฟนศรัญญู ชื่อไรจำไม่ได้แล้ว และเธอ …เยอะว่ะ คือเห็นตอนแรกไม่คิดว่าเธอจะอายุน้อยกว่าเรา) ตอนนี้ขวัญอยู่ในช่วงกำลังเปลี่ยนงาน เธอจึงมีเวลามาพักผ่อนก่อนที่จะไปเริ่มสู้กับงานใหม่ของเธอ

เดินมาได้สักพักเริ่มรู้สึกว่าฝนจะไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเอาเสียเลยทั้งๆ ที่เรามีเสื้อกันฝนกันแล้วน่ะ ตอนนี้ดูเหมือนว่าเรากำลังสับสนกันอยู่ว่าเราควรจะทำไรดี เพราะว่าเราเดินผ่านย่านโรงแรมเร้าจะเข้าไปถามตลอดเลยว่า ที่นี่ห้องเท่าไหร่? ลดได้ไหม? หรือ เมื่อใดที่เดินผ่านบริษัททัวร์เราก็จะเข้าไปถามตลอดว่าไปฮอยอันเท่าไหร่ ? แล้วไปฮานอยล่ะเท่าไหร่?

และที่สุดก็ตกลงกันได้ว่าเราจะหนีฝนลงฮอยอันกันดีกว่า สุดท้ายเราก็ได้ตั๋วกับ DUY TAN TRAVEL อาจจะเพราะด้วยราคาที่รับได้ (จำได้ว่าประมาณ ๙๐ บาทไทย) รถออกประมาณบ่ายโมง (ถ้าจำไม่ผิด) ฉะนั้นตอนนี้เรามีเวลาเดินเที่ยวไม่เท่าไรเอง ขวัญจึงเสนอว่าเราควรเช่าจักรยานกันดีไหม สุดท้ายเราได้จักรยานมาคนละคัน แต่ไอ่บอลดันขี่ไม่เป็น (ซวยไอ่เป้ไป) เพราะต้องกลายเป็นสารถีจำเป็นนั่นเอง

hue1

๑.จักรยานที่เข่ามา ๒. แว๊นซ์ที่เวียดนาม ๓. สะพานตรังเทียน ๔. ซอกซอยที่เว้

***************************************

หลังจากนั้นก็ออกตามล่าหาที่แลกเงินต่อไป ที่แรกที่เราเจอคือ Bank ของเวียดนาม ไอ่เป้กะไอ่บอลเลือกที่จะแลกเงินที่นี้เลยเพราะขี้เกียจที่จะปั่นรถตามหา จริงๆ ผมก็อยากแลกให้มันเสร็จไปเลยน่ะครับ เพราะว่าที่แบงค์นี้ก็ให้เยอะอยู่พอสมควร ๑ US = ๑๗๑๐๑ แต่มันติดอยู่ที่ว่า ขวัญ เธอไม่ได้แลกเงิน US ไปอ่ะดิธนาคารที่เวียดนามไม่รับน่ะครับ (ขวัญถือเงินไทย)

ผมอาสาแยกไปกับขวัญเพื่อนที่จะหาร้านที่รับแลกเงินไทย ส่วนไอ่บอลกะไอ่เป้ มันก็เลยขอตัวไปถ่ายรูปแถวๆ สะพานตรังเทียนเพื่อเป็นการฆ่าเวลา

ผมกับขวัญปั่นกลับมาแถวสี่แยก(ไม่สามรถระบุชัดเจนว่าที่ไหน แผนที่ก็ไม่มี กล้าหารมากน่ะมึงไอ่นาย) สะดุดที่ร้านทองผมจึงพาขวัญเข้าไปถามดู แล้วก็เป็นโชคดีของเราที่ร้านทองที่เวียดนามนั้นรับแลกเงินไทยด้วย แต่ด้วยอัตราเรทเท่าไรนั้นผมจำไม่ได้ แต่จำได้ว่า ๑ US ของผมเท่ากับ ๑๗๓๐๐ (เหอะๆๆๆๆ ได้เยอะกว่าพวกมันอีก สะใจอันนี้คุยได้) ผมเลยจัดการแลกมาซะ ๕๐ US (พระเจ้า มีเงินแสน เกือบล้านแล้วเว้ยยยย)

สองเงาในวันที่ฝนพร่ำ

ผมกับขัวญปั่นจักรยานกลับมาหาไอ่สองตัวนั้นแต่เจอเพียงแค่จักรยานที่จอดทิ้งไว้หน้าธนาคาร สองถามจากยามด้วยภาอังกฤษบวกกับภามือได้ความว่า ทั้งสองไปถ่ายรูปแถวๆ สะพานแถวนี้แหละเดี๋ยวก็มา ผมจึงตกลงกับขัวญว่าเราปั่นจักรยานไปตามหาแถวๆ สะพานตรังเทียวกันดีกว่า แต่เพื่อไม่ให้หลงกัน ผมแอบทิ้งโน้ตที่เขียนเป็นภาไทยไว้กับพี่ยามด้วย (แน่ๆๆ แอบรอบขอบน่ะเรา) ปั่นอยู่รอบๆ สะพานกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบไม่เจอแม้แต่เงา ขวัญตัดสินใจว่างั้นเราปั่นเที่ยวกันดีกว่า (อ้าวววว เข้าทาง) มีรึผมจะไม่ตอบตกลง แต่ผมขอไปเชคแถวสี่แยกโรงแรมอีกรอบปรากฏว่าไม่เจอ สุดท้ายที่ทำได้คือทิ้งโน้ตใบใหม่ไว้

“รอนานมาก ปั่นหลายรอบแล้วไม่เจอ ไปเที่ยวแล้วน่ะ เจอกัน ๑๓.๓๐ ที่โรงแรมน่ะ”
ลงชื่อ ไอ่นาย+ขวัญ (ชอบจริงๆ ไอ่ตอนลงชื่นนี่)

แล้วขวัญก็พาผมปั่นจักรยานข้ามสะพานตรังเทียน รถเยอะมาก ทุกคันไม่รู้มันจะรีบไปไหน อึ้งอย่างเดียวครับ แต่ทำไรไม่ได้ ขวัญบอกว่า ไม่ต้องกลัวปั่นไปข้างหน้าอย่างเดียวก็พอไม่ต้องสนใจข้างหลัง แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แฮะผมทำได้ ไม่โดนรถเฉี่ยว ไม่โดนชน ไปได้สวย หุหุ

ข้ามสะพานตรังเทียนไปเลี้ยวขวาก็จะเป็นตลาดดองบา เรา(ตอนนี้เหลือแค่ ผมและขวัญเท่านั้น) เดินเข้าไปข้างในตลาด บรรยากาศภายในตลอดก็คล้ายๆ กับโบเบ้ผสมกับตลาดสดบ้านเราดีๆ นี่เองและเมื่อคุณก้าวเท้าเข้าไปในตลาดคุณจะกลายเป็นป๊อบสตาร์เพราะคุณจะโดนรุ่มทึ้งและการนำเสนอจากร้านต่างๆ ว่า ของเค้าดียังไง สวยมากเลยน่ะ ถูกด้วย และที่สำคัญแม่ค้าที่ตลาดดองบาเค้าสามารถพูดภาษาไทยได้ด้วยน่ะ ผมกับขวัญเดินผ่านร้านไหนก็จะโดนเรียกตลอดทาง สามอันร้อยๆ (หึหึ นี่หน้าตูไทยขนาดนั้นเลยหรอว่ะ ออกจะฝรั่งขนาดนี้) ออกจากตลาดดองบาแล้วเราข้ามสะพานมาอีกครั้ง เนื่องจากต้องพาขวัญ ไปหาตั๋วเพราะว่าจุดหมายของเธอคือ โฮจิมินทร์ ผมและขวัญปั่นไปปตาม Open Bus เพื่อที่จะหาตั๋วไป นาตรัง แต่เหมือนว่าทุกอย่างจะไม่เป็นใจ ทุกที่เต็ม และบางที่ก็ไม่โดนใจเท่าที่ควร

ยังไม่ได้ตั๋วแต่เราหิวแล้วเพราะตอนนี้ก็ ๙ โมงกว่าแล้วต้องหาอะไรรองท้องสักหน่อย ปั่นไปแถวนครจักรพรรดิไดนอย(Dai Noi) แล้วต้องผ่านร้านดังที่หลายคนคงรู้จักเป็นอย่างดี LAC THIEN ร้านนี้ที่เค้าจะทำที่เปิดขวดเองแล้วเมือใช้เสร็จเค้าจะให้ที่เปิดขวดเราเป็นที่ระลึก (แต่ดูเหมือนว่าลุงจะไม่ให้เราอ่ะ เราเลยต้องทวง เลยได้มา)

hue2

๑.หน้าร้าน LAC THIEN ๓. ลุงที่เจ้าของร้านที่ทำที่เปิดขวดให้ ๔. เมนูที่เราสั่ง

******************************************

ยังจะเหงากันไปถึงไหน

ท้องอิ่มแล้วก็ออกเดินทางต่อ มุ่งตรงสู่นครจักรพรรดิไดนอย(Dai Noi) ปั่นไปเล่นๆ รอบๆ เมืองเก่า แล้วเราก็เข้าไปชมเมืองเก่า ต้องเสียค่าบัตรเข้าชมด้วย ๕๕๐๐๐ ดอง ภายในนั้นก็จะมีพระราชวังต่าวๆ มากมาย แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่างการปรับปรุงและซ่อมแซมซะส่วนใหญ่ ฝนยังตกอยู่ตลอกเวลา

ช่วงนี้ผมใช้เวลาในการเดินชมวังต่างรอบๆ พร้อมกับขวัญเราได้คุยกันเยอะขึ้นแลกเปลี่ยนแนวความคิดต่างๆ ดูภายนอกขวัญอาจจะดูเป็นผู้หญิงที่แกร่งและเก่งมาก แต่จริงๆ เธอเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนไหวพอสมควร ผมยังแอบนึกว่าเธอไม่ควรมาเที่ยวที่นี้คนเดียวด้วยซ้ำ ฝนยังคงตกอยู่เรื่อยๆ

ตอนนี้ผมอยู่กับขวัญสองคนตามลำพังบอกตรงๆ น่ะครับผมทำไรไม่ถูกเลย ผมยิงคำถามตลอดเพื่อทำลายความเงียบแต่ก็มีหลายครั้งมากที่เราปล่อยให้เสียเม็ดฝนกระทบพื้นเป็นนตัวที่คุยแทน ตอนนี้กำแพงระหว่าผมกับเธอมันพังลงไปแล้วผมรู้จักเธอมากขึ้น และเธอคงรู้จักผมเยอะขึ้นเช่นกัน บ่อยครั้งที่เธอเป็นฝ่ายยิงคำถามบ้าง ผมชอบเวลาที่เธอถามมันแตกต่างกับคำถามของผม ที่มักจะถามแต่เรื่อง เพลง หนัง เทศกาลดนตรี สถนาที่ท่องเที่ยวหลายคนที่รู้จักผมจะรู้ดี เดินมาได้สักพักคิดว่าเดินยังไงก็คงไม่หมดแน่ๆ เลยตกลงกันว่าอยากดูอะไรก็ดู ไม่จำเป็นต้องดูให้ครบทุกที่หรอก แล้วเราออกมารับจักรยานที่ฝากไว้ข้างหน้าปรากฏว่าผมทำบัตรฝากหาย (ซวยแล้วซิ) แต่ด้วยความที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ขวัญจึงรีบดึงผมออกจากสถานการณ์นั้นอย่างรวดเร็ว

เราไปปั่นจักรยานชมเมื่องเก่ากันต่อ บริเวณรอบเมื่องเก่าจะใช้ถนนมางเดียวแต่ผมกับขวัญไม่รู้ปั่นสวนซะงั้น ถึงว่าทำไมรถทุกคันมันบีบแตรใส่เราตลอด ที่แรกหลงคิดไปว่ามันเห็นเราหน้าตาดีเลยอยากทัก (เอาก็มันซิ) นึกขึ้นมาได้ ขวัญยังไม่มีตั๋ว เราจึงกลีบไปที่ย่านชุกชุมของ Open Tour แต่ไม่เห็นจะมีเลยจึ่งตัดสินใจกลับไปที่บริษัทที่ผมซื้อทัวร์ไปฮอยอัน แต่ตั๋วที่ไปนาตรังนั้นไม่มี อ้าววววววว แล้วขวัญจะทำไงดี ผมพยายามที่จะช่วยเธอโดยการออกความคิดต่างๆ แต่ผมก็มีเวลาเหลืออยู่ไม่นานแล้วเพราะว่าผมต้องกลับไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้กับเคาเตอร์โรงแรมเนื่องจากนัดรถที่จะพาเราไปฮอยอัน

hue3

๑.วังต่างๆ ภายในจักรพรรดิไดนอย ๒.ทางเข้าที่ต้องจ่ายตังค์ ๓. สุดหล่อ ๔.พนักงานสาวโรงแรมที่เราพัก

***************************************************

ขัวญตัดสินใจที่จะไปต่อกับเรา เธอซื้อตั๋วไปฮอยอันแต่รถของเธอกำลังจะออก(เธอได้รถคนละคันกับผม) และกระเป๋าของเธอก็อยู่ที่โรงแรมเช่นเดียวกัน แล้วจะทำไงดี ผมบอกกับเธอว่าผมจะเป็นคนเอากระเป๋าเธอไปให้ที่ฮอยอัน เพราะเธอต้องขึ้นรถแล้ว แล้วรถก็มารอรับแล้วด้วย ผมตกลงว่าเราจะเจอกันนอีกครั้งที่ฮอยอัน (จริงๆ ผมแอบดีใจที่มันเป็นไปแบบนั้น ไม่ต้องบอกหรอกว่าเพราะอะไร ผมว่าคุณรู้) รถเธอออกไปแล้ว ผมกลับมาที่โรงแรมเพื่อที่จะมาเอากระเป๋านัดรถบ่ายโมงครึ่งผมมาบ่ายโมง รอจนบ่ายครึ่งรถยังไม่มา บ่ายสองโมงรถมาจอดที่ปากซอยโรงแรม ไอ่เป้วิ่งมาบอกว่ารถมาแล้วให้รีบออกไป แต่ดูว่าคนขับแมร่งงงง หงุดหงิดที่เราเดินออกไปช้า เพราะว่าโรงแรมที่เราพักมันต้องเดินเข้าไปในซอยประมาณ ๒๐๐ เมตรเห็นจะได้

แต่ผมยังคงมึนๆ น่ะไม่เร่งไม่รีบเพราะผมไม่ช่ายคนผิด เค้านัดผมบ่ายครึ่ง ผมยื่นรอครึ่งชั่วโมง รถมาสายแล้วมาโวยวายใส่ผม ผทยั่วครับ ผมแสดงกิริยาที่บ่งบอกว่าตูไม่พอใจน่ะ ผมพูดกับพนังานบริษัททัวร์ที่มากับรถด้วย เค้าขอโทษผมแต่ไอ่คนขับรถยังพูไม่เลิก และผมก็ยังไม่เลิกหงุดหงุดเช่นกันดีที่ผมไม่ต้องไปกับรถคันนี้จนถึงฮอยอันเพราะว่าเราต้องไปเปลี่ยนรถอีกคันหนึ่ง บุ๋ย บุ๊ยยยยยยย เว้ แล้วเราจะกลับไปหาเธออีกน่ะจ๊ะ (คนขับรถเดี๋นวเจอกัน อึยส์!!!)

June 4, 2009 at 6:07 am 8 comments

Wawee Coffee

ภารกิจหลักอย่างหนึ่งของผมคือ การเสาะแสวงหากาแฟเสิศรส

กลิ่มหอมยั่วจมูก จริงๆ ก็ไม่ได้โปรเรื่องกาแฟมากมายขนาด

ที่ว่าดมแล้วต้องรู้ว่านี่พันธุ์อะไร ต้นกำเนิดมาจากที่ไหน

เพียงแค่ตัวเองนั้นชอบในรสชาดของกาแฟก็เท่านั้น

กาแฟวาวี ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ ร้านที่ผมว่าทั้งรสสชาดและกลิ่นของกาแฟ

ไม่แพ้กาแฟสัญชาติอเมริกันเลย รู้จักวาวีเมื่อประมาณปลายปี ๕๐

แต่มีโอกาสลิ้มรสวาวีเมื่อ กลางปี ๕๑ สาขาที่ผมไปนั่งคือ นิมมานฯ ซอย๙

และหลังจากนั้นผมก็รู้จัก วาวีซอยอารีย์ นั้นทำให้ผมค้นพบแหล่งแช่ตัว

แหล่งใหม่และเป็นที่นัดพบกับพวกพ้องด้วย ถึงแม้วันนี้ผมจะไม่ค่อยได้ไปวาวี

แต่ผมยังคิดถึงรสชาดเดิมๆ ของกาแฟวาวีเสมอ

dsc-6788

มุมนี้ประจำที่ต้องไปนั่ง

dsc-6793

ชั้น ๒ ที่ไม่ค่อยได้ไปนั่งเท่าไหร่นัก

กาแฟวาวี กาแฟแบรนด์ไทยทีมีสาขาเกือบมากที่สุดในประเทศไทย

May 5, 2009 at 4:06 am 12 comments

Coffeecrazy

จริงๆ ตัวเองไม่ได้หลงไหลกับรสชาดเค้กหวานๆ หรอกครับ

แต่สิ่งที่ผมลุ่มหลงนั้นก็คือรสชาดของกาแฟ และกลิ่นหอมๆ ของมัน

ดังนั้นเมื่อวางผมจึงหาเวลาที่จะไปลิ้มรสของกาแฟตามสถานที่ต่างๆ

ตามผมมาดิผมจะพาไปร้านกาแฟ กับเค้กนุ่ม รสชาดกลมกล่อม อื้มส์

๑. Cup-B ร้านนี้อยู่ชั้น ๒ โรงหนังลิโด้ สยามครับ ร้านนี้ไปบ่อย

ไม่ได้ติดใจรสชาดของกาแฟ หรืออาหารแต่อย่างใด แต่เนื่องด้วย

ร้านนี้อยู่ที่ลิโด้ ผมจึ่งมาโอกาสไปนั่งบ่อยๆ และเพิ่งรู้มาว่าร้านนี้ฝีมือพี่คุ่นออกแบบ

0000351

วอร์เปเปอร์ของร้าน

000055

เคาร์เตอร์ และโคมไฟที่แนวมาก

000056

กาแฟ กับเค้กที่เฉยๆ

๒. Chocolate Tales ร้านนี้อยู่ที่ BTS ช่องนนทรี สีลมซอย ๗

ไม่รู้จักร้านนี้มาก่อน ไปอ่านเจอที่บ้านคุณ แมงโก้ เห็นแล้วน่าสน

เลยลองไปดู ที่ร้านสวยมากมาย อาหารก็พมใช้ได้ แต่กาแฟหวานไป

คิดว่าคงไปแก้ตัวอีกครั้ง แต่ต้องหาเวลาว่างก่อน ว่าจะไปได้วันไหน

0000281

ป้ายร้านที่น่ากินมาก

000021

หน้าร้านที่เปิดโล่ง

000052

โชว์งานของพี่ตั้ม

000022

งานพี่ตั้ม อันนี้ขาย มีhesheit รวมเล่มขายด้วยน่ะ

000024

สปาเก็ตตี้ซอสซีซ่า+คาปูชิโน่คาลาเมล

0000231

อีกมุมที่น่านั่ง

๓. Sweet Sin ร้านนี้อยู่ตรงข้ามคณะทันตะ จุฬา สยามซอย ๙

เคยอ่านเจอที่เฮฟเพนนิ่งแบบผ่านๆ แต่ไม่คิดว่าจะได้ไปนั่ง

พอดีพาพี่ไปถอยกล้องมา เลยไปลองกล้องกันที่นั้นมา มีโอกาส

ได้ไปกดชัตเตอร์มาซะเมื่อยมือเลย แต่ชอบรูปที่ออกมามากเลย

000004

ตู้ที่เต็มไปด้วยของน่ากิน

000006

น้องหมี

000005

มีคนบอกว่าเป็นบัลลังค์ฮิปโป (ใจร้ายมาก)

000030

พี่หมีกินน้ำ

000048

สดชื่นมากมาย เลือกเอาเลย

000047

เค้กเลม่อน

000029

สะท้อนได้แจ่มมาก

—————————————-

Credit

Camera:Olympus Trip 35

Film:Pro image 100

Lab:Siamdigi

—————————————-

ปล.ชอบรูปม้วนนี้มาก ชอบสีมันสวยดี

April 25, 2009 at 4:53 pm 21 comments

เว้ในคืนฝนพร่ำ

มอร์นิ่ง มุกดาหาร

หลังจากที่นอนท่านั่งมา10 ชม.กว่าๆ ก็ถึงมาถึงสถาณีขนส่งจังหวัดมุกดาหารประมาณ 7.30 ทันทีที่ลงจากรถผมรู้สึกถึงไอหนาววิ่งมาปะทะหน้าอย่างจัง

อากาศหนาวพอประมาณ แต่ภายในใจตอนนี้มันหนาวยิ่งกว่า จะทำไงต่อดี แล้วจะต้องเจออะไรบ้าง เพื่อนร่วมทางจะเฮี้ยไหม หลายๆ คำถามโดนยิ่งมาโดยไม่รู้ว่าจะเอาคำตอบจากไหนดี แต่จะให้กลับลำคงไปทันแล้ว สิ่งเดียวตอนนี้คือเดินหน้าอย่างเดียว ไอ่นาย สู้ๆๆ

ดูเหมือนว่าพลังทุกคนจะมีอย่างล้นหลาม ทั้งๆที่ทุกคนต่างล้าจากการเดินทาง หลังจากที่ลงรถก็มุ่งตรงไปที่เค้าเตอร์ขายตั๋วระหว่างประเทศ นับว่าเป็นโชคดีมากเรามาทันรอบที่สามารถตีตั๋วไปถึงเว้ได้เลย เมื่อสอบถามกับพนักงานขายตั๋วแล้ว เราจะไปถึงเมืองเว้ ประมาณห้าโมงเย็น ด้วยราคา 440 บาท บวกค่าผ่านด่านต่างๆ อีก 45 บาท แต่เราต้องไปเปลียนรถที่ท่ารถสะหวันนะเขตอีกรอบ

b

1.รถโดยสารระหว่างประเทศ 2. อุปกรณ์ที่จำเป็น 3. ใบผ่านแดนที่เราต้องกรอก 4. ด่านที่มุกดาหาร

สะหวันนะเขต

ต่อไปนี้ขอใช้สรรพนาม “เรา” เมื่อมีการกระทำหรือพฤติกรรมกลุ่มตั่งแต่สองคนขึ้นไป

————————————————————————————–

ถึงสถานีขนส่งที่สะหวันนะเขตมีเวลาเหลือประมาณครึ่งชั่วโมงสำหรับจัดการธุระส่วนตัว ที่เมืองลาวก็เหมือนเมืองไทยคือทุกอย่างต้องเสียเงิน แต่ที่นี่รู้สึกว่าจะแพงกว่านิดหน่อย(ไม่รู้เพราะว่าเป็นคนไทยหรือเปล่าก็ไม่รู้ ) ยังมีเวลาพอเพราะรู้สึกว่ารถจะเลทแน่ๆ เนื่องจากรอผู้โยสาร เลยตัดสินใจไปหาไรลองท้องก่อน

เดินออกจากสถานีขนส่งเลี้ยวขวาจะเป็นตลาดโพธ์ไทร ได้ก๊วยเตี๋ยวรองท้องคนละชาม ก๊วยเตี๋ยวที่ลาวจะให้ผักเยอะ และที่เด็ดคือน้ำซุปอร่อยมากมาย แต่ราคาจะอับนิดหน่อย(40 บาทไทย)

c

1.ตั๋วไปเว้ พร้อมใบที่เราต้องกรอก 2. ก๊วยเตี๋ยวที่น้ำซุปอร่อยมาก 3. สกายแลป 4. พาหนะที่เราโดยสาร

 ———————————————————————————-

 การเดินทางอันหฤโหดเริ่มขึ้นอีกครั้ง ที่ลาวพวงมาลัยรถจะอยู่ซ้ายมือในบางครั้งมันแอบทำให้เราเสียวได้บางเวลารถแทรงซ้าย – ขวา ส่วนข้างๆ สองทางคงไม่ต่างกับชนบทในบ้านเรา

พักรถแต่ยังไม่พบรัก

เดินทางมาเกือบครึ่งวันแล้วก้มาถึงจุดพักรถ เราเพิ่งรู้ว่ารถที่เราโดยสารมานี่มีบุคคลหลายเชื้อชาติมาก ฝรั่งหัวทอง แม่หญิงลาว และหนุ่มสาวเวียดกง

จริงๆ แล้วผมยังไม่หิวแต่เมื่อคนขับรถส่งสัญญาณบอกมาว่าเราจะไม่หยุดอีกแล้วน่ะครับจนกว่าจะถึงเว้ ก็เลยหยิบเมนูมาดูว่าจะกินไรดี

แม่เจ้าก๊วยเตี๋ยวชามละ 80 บาทโอ้ววววว แต่เนื่องจาก ไอ่บอลสั่งข้าวผัดไข่ไปแล้ว ไอ่เป้เลยสั่งด้วยเพื่อที่จะไม่ต้องรอนาน เหลือผมคนเดียวก็เลยสั่งแบบเดียวกันทั้งสามคน ประชาธิประไตยดี หุหุ

ข้าวผัดหน้าตาอัปลักษณ์มาก แถมรสชาดยังห่วยแตกอีก กินไปได้ไม่กี่คำก็เลิกกิน แล้วทำพฤติกรรมเหี้ยๆ ของเราออกไปอีกให้คนทำมันรู้ไปเลยว่าห่วย (ตูไม่พอใจน่ะทำแบบนี้) แหมๆ ก็ตั้ง 17000 กีบน่ะให้กินดีหน่อยไม่ได้หรือไง

ก่อนจะขึ้นก็มีชายวัยกลางคน(กลางปลายๆน่ะ) เดินมาคุยด้วย

ชายกลางคน: สวัสดี ไปเที่ยวหรอ

ไอ่นาย : ครับ

ชายกลางคน : คุณมาจากไทยช่ายไหม

ไอ่นาย: (อ่าวแมร่งรู้ได้ไง หน้าตาตูออกจะอินเตอร์) ช่ายๆ แล้วคุณละ

ชายกลางคน: ออสเตรเลีย (ยี้หน้าตาเอเชียงี้น่ะ ออสเตรเลีย)

ไอ่นาย : อืมๆๆๆ (รถจะออกแล้ว) โชคดีน่ะครับ

จริงๆ แล้วดูเหมือนว่าเค้าจะเป็นคนลาวด้วยซ้ำ แต่ภรรยาน่าจะเป็นคนเวียดนาม แต่ที่เด็ดคือลูกสาวทั้งสอง โอ้วววววน่ารักมาก น่ารักจริงๆ คงกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดมั้งเดาเอาเอง

เจอสาว(ไม่)ใหญ่ใจดี

ไม่นานหนักก็มาถึงด่านลาว – เวียดนาม ผู้โดยสารทุกคนต้องมากรอกใบผ่านด่านที่ ตม. และต้องเสียเงินค่าธรรมเนียม(อ้าว ซวยแล้วตูไม่มีเงินเวียดนามเลย) เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่รับเงินไทยน่ะครับ US อ่ะพอได้คิดหนักแล้ว ทำไงดีถ้าจ่าย US เสียเปรียบแน่ๆ

ทันใดนั้นสวรรค์ไปส่งสาวใจดีมาโปรด “ขวัญ” เธอให้เรายืมเงินด่องสำหรับการจ่ายค่าธรรมเนียนผ่านด่าน และที่ด่านนี่ผมก็ได้คุยกะ สาวน้อยคนหนึ่ง “ขวัญ”

“จิ๊บ” สาวเวียดนาม อยู่ทางตอนเหนือเยื้องๆ กับฮานอย(แต่ไม่รู้ว่าเมืองไร) เธอมาทำงานที่มุกดาหาร เธอมีความสามารถในการเพ้นเล็ป เธอบอกว่าเพ้นเล็ปรายได้ดี ดีกว่าการทำงานที่เวียดนามอีก

 “ขวัญ” เรายังไม่ได้คุยกันเลย รู้แต่เพียงชื่อขวัญก็เท่านั้น

ผมขึ้นไปก้ได้สนทนากับพี่จิ๊บพอสมควรและคืนเงินพี่แกไป 40 บาทไทยแล้วก็หลับไป

d

1.พี่สาวใจดี 2.ลาวแล้วน่ะ 3.บรรยาการอันอึมครึมที่เวียดนาม 5.ข้าวผัดที่ห่วยมาก 6. ด่านที่เวียดนาม

อ่าวแล้ว 4 หายไปไหนว่ะ

 ———————————————————————————

แม่สาวค้าเงิน

ตื่นมาอีกที่ผมตกใจเเล็กน้อยเมื่อมีสองสาวชาวเวียนามเดินขึ้นมาบนรถใส่หมวกคลุมหน้าเดินมุ่งตรงมาที่พวกผมนั่งอยู่เธอมีกระเป๋าคนละใบเดินมาใกล้ผมมเห็นว่าในนั้นมันมีเงินอยู่เยอะมาก เธอเข้ามาถามผมและพวกว่าแลกเงินไหมค่ะ (ผมทำหน้าตาตกใจ เพราะเพิ่งตื่น) สอบถามราคาเรทแล้วลองต่อๆ ดูแล้วหันไปหาพี่จิ๊บ เธอยิ้มไม่ตอบแต่เมื่อสาวค้าเงินหันไปพี่จิ๊บแก่บอกว่าไม่ต้องแลกให้ไปแลกที่เว้ดีกว่าจะได้ราคาดีกว่านี้อีก ผมทำตามที่พี่จิ๊บแนะนำ

เมื่อถึงปลายทางของพี่จิ๊บ ผมแอบเสียดายที่ไม่ได้บอกลา และขอบใจพี่จิ๊บเลย เพราะพี่แกลงไปตอนไหนแล้วก็ไม่รู้ โชคดีน่ะหวังว่าเราคงมีโอกาสได้เจอกันอีก

เวลาของเราดูเหมือนไม่เท่ากัน

เข้าเวียดนามมาได้สักพักฝนก็ตกตลอด ทั้งๆ ที่เพิ่งสัมผัสกับอากาศหนาวๆ มาไม่กี่ชั่วโมง ระหว่างทางจะเห็นเด็กนักเรียนปั่นจักรยานกลับบ้านทุกคนสวมเสื้อกันฝนหลากสีสันสวยงาม ดูเหมือนว่าเวลาตอนนี้น่าจะประมาณสี่โมงครึ่ง แต่ทำไมมันดูเหมือนว่าเวลาล่วงเลยมาทุ่มกว่าๆ แล้ว

 ———————————————————————————-

รถเลทนิดหน่อยถึงเว้ประมาณทุ่มกว่าๆ (นิดหน่อยป่ะว่ะ) จากกำหนดการคือห้าโมงเย็น จบสักทีการเดินทางที่แสนยาวนาน

 ————————————————————————————

หญิงสาวที่ไม่กลัวฝน

รถมาจอดที่ไหนไม่รู้ แต่เดาๆ ว่าน่าจะเป็นสถานีขนส่ง เพราะมีรถเข้าออกหลายคัน แต่ที่ทำการต่างๆ ปิดไปหมดแล้ว ผมกับพวกวิ่งมาหลบฝนที่ใต้อาคาร

ณ สถานีขนส่ง เมืองเว้

ผมได้เริ่มบทสนททนากับ”ขวัญ” เธอบอกว่าเธอเคยมากับแก๊งค์เพื่อนสาวของเธอเมื่อปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้เพื่อนๆ ของเธอไม่มีใครว่างเธอเลยตัดสินใจมาคนเดี๋ยว(อึ่งไปเลย มึงไอ่นาย)

หลังจากที่คุยกันสักพัก เธอเริ่มเล่งเห็นแล้วว่าคนอย่างผมนี่ไว้ใจได้(หุหุ) เรา(เพิ่มมาอีกหนึ่งแล้วน่ะ) ตัดสินใจเดินหาโรงแรมกลางสายฝนที่พร่ำมาเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าจะแรงขึ้นๆ และไม่มีวีแววว่าจะหยุดซะด้วย

เดินมาเกือบชั่วโมง ฝนยังไม่หยุด โรงแรมก็ยังไม่เจอ เอาหนังสือมาเปิดดูผนที่จนหนังสือเปื่อยเพราะเปียกฝน ต่างคนก็ต่างโชว์ ว่าตูนี่แหละอ่านแผนที่เก่งมาก(ตูก็เคยเรียนวิชาแผนที่มาน่ะ) แต่เดินมาเกือบจะสองชั่วโมงแล้ว กลับไป- กลับมาที่เดิม ยังไม่เจอโรงแรมเลย

 ————————————————————————————–

เหนื่อยแล้วทำไงดี เปียกด้วย หนักมาก ทุกคนเริ่มบ่น ผมเริ่มกังวลมากขึ้นว่าคืนนี้เราจะหาที่นอนไม่ได้เพราะว่าตอนนี้ก็สองทุ่มหว่าๆ ไปแล้ว ลำพังไอ่สองคนนั้นไม่เท่าไร แต่นี้เราดันมีลูกสาวใครไม่รู้มาร่วมทางกับเราด้วยไม่รู้ว่าจะพากันไปซุกหัวนอนที่ไหนดีคืนนี้

ชมพูสีสวรรค์

เลียงมาอีกถนนนสายหนึ่งที่หนาแน่นไปด้วยร้านคาราโอเกะ แล้วสายตาก็แอบไปเห็นป้ายสีชมพูเล็ก ตัดสินใจเข้าไปถาม เหมือนสวรรค์โปรด นี่คือโรงแรม จัดการเข้าไปสอบถามราคาเลยดีกว่า

พนักงานสาวสวยบอกว่า ห้องละ 15 UD โอ้ววววว แพงจังว่ะ ขอต่อหน่อยเหอะ แล้วสาวเจ้าก็ยกโทรศัพท์คาดว่าคงโทรไปถามเจ้าของโรงแรม เธอให้เราสองห้อง ในราคา 20 US

ห้องของผมสามคนราคา 12 US เพราะเป็นห้องที่มีสองเตียง อีกห้องของขวัญเป็นห้องเดี่ยวราคา 8 US แต่เราร่วมกันแชร์ คนละ 5 US เพราะว่าเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมกันแล้วในทริปนี้

f

1.เริ่มมืดแล้วในรถ 2. โรงแรมที่พัก 3.ภายในห้องพักราคา 12 US

———————————————————————————

หลังจากที่ไดที่พักเรียบร้อย เราแยกย้ายกันไปอาบน้ำ เพราะว่าทุกคนมอบแมมมาก มื้อแรกที่เวียดนาม ได้คำแนะนำมาจากพนักงานสาวสวยว่าเดินไปข้างๆ โรงแรมจะมีร้านอาหารอยู่ แต่ก่อนที่เราจะไปหาข้าวกินเรายังไม่มีเงินเวียดนามเลย แล้วจะไปซื้อข้าวของเวียดนามได้ไงล่ะ เดินๆ หาที่แลกเงินสักพัก ก็ไปจบที่โรงแรมข้าง โรงแรมนี้ดูใหญ่ หรูหร่าไม่เหมือนโรงแรมที่ผมพักหรอก

หลังจากที่มีเงินเวียดนามอยู่ในมือเราก็ไปกินข้าว ที่เวียดนามจะให้ข้าวเยอะมาก สมกัยราคา 25000 ด่อง อิ่มแล้ว ก็กลับโรงแรมที่พักเอาแรงต่อ แต่ไปเวียดนามทั้งทีมันต้องถอนสักหน่อยดิ(อิอิ) ผมกับไอ่เป้ได้ Huda (เบียร์ที่ถูกมากมาย) มาคนละสองขวด แม่ค้าบอกว่าต้องเอาขวดมาคืนด้วยน่ะ เพราะขวดละ 8000 ด่องนี่คือราคาที่ต้องคืนขวดน่ะจ๊ะ

 หลังจากเหนื่อยมาทั้งวันแล้ววันนี้ขอตัวพักก่อนแล้วกัน ช่างเป็นวันที่แสนยาวนานจริงๆ

“Good night Hue”

April 21, 2009 at 5:20 am 18 comments

Older Posts


September 2014
S M T W T F S
« Mar    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

Blog Stats

  • 26,080 hits

Recent Posts


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.