Archive for June, 2009
ฮอยอันฉันจะรักเธอดีไหม
หลายคนคงจะคุ้นเคยกับละครหลังข่าว “ฮอยอันฉันรักเธอ” แต่ผมขอสารภารตรงๆ เลยน่ะครับผมไม่เคยดูละครเรื่องนี้ แต่ได้ยินบ่อยมาก และเคยผ่านตามมาบ้าง เพราะฉนั้นการมาเยือนฮอยอันครั้งนี้ไม่ได้ต้องการมาตามรอยละครน่ะครับ
ออกเมืองเว้มาได้สักพักฝนยังคงตกอยู่ตลอดเวลา ความจริงระยะทางระหว่าง เว้กับฮอยอันนั้นไม่ได้ไกลกันมาน่ะครับแต่ดูเหมือนว่าการขับขี่การจราจรที่เวียดนามจะโดนจำกัดความเร็ว (หรือป่าว) รถขับช้ามากทั้งๆ ที่ถนนโล่ง ระหว่าทางที่มุ่งตรงสู่ฮอยอันนั้นจะต้องผ่านเมืองดานัง ซึ่งเป็นเมืองที่ค่อนข้างทันสมัย(ของเวียดนามน่ะครับ) ดาดังขึ้นชื่อได้ว่าเป็นเมืองธุรกิจ สังเกตุได้จากตึกทรงสมัยใหม่สูงๆ เกือบทั้งเมืองและยังเป็นเมืองที่ติดทะเลอีกด้วย
ระหว่างทางต้องผ่านอุโมงค์ที่ลอดผ่านภูเขามีความยาว ๖ กิโลเมตรก็ตื่นเต้นดี สภาพถนนดูเหมือนว่าที่บ้านเรานั้นจะพัฒนาไปไกลว่าที่โน้นมากมายเลย เพราะตลอดเส้นทางนั้นหลุมเยะมาก แล้วเส้นทางก็สุดเส้นจะหฤโหด
การรอคอยที่เครียด
เรามาถึงที่ฮอยอันประมาณห้าโมงครึ่งรถจะจอดที่โรงแรมให้ลูกค้าลงไปดูที่พักประมาณ ๓ จุด เราเลือกที่จะไปลงปลายทางเพราะคิดไว้ว่าน่าจะเป็นที่ทำการของบริษัทเอจนซี่ที่เราซื้อทัวร์มา แต่รถมาเรามาจอดที่โรงแรมแล้วบอกว่าหมดระยะทางแล้วครับ
ผมขนกระเป๋าของตัวเองและของขัวญลงมาพร้อมกับไอ่เป้และไอ้บอล เรามานั่งรอที่หน้าโรงแรมพร้อมกับคนอื่นๆ ที่ทยอยตัวกันออกไปเดินหาโรงแรม ติดอยู่ที่ว่าผมยังไปไหนไม่ได้เพราะว่าขวัญยังมาไม่ถึง ผมเริ่มกระวนกระวายใจ เดินไปเดินมา เดินออกไปถนนเพื่อนที่จะดูว่ามีรถเข้ามาจอดที่โรงแรมนี้อีกไหม สักพักผมตัดสินใจเดินเข้าไปถามที่เคาเตอร์โรงแรมว่าจะมีทัวร์มีลงที่โรงแรมนี้อีกไหม คำตอบที่ได้คือ คันที่ผมมาอ่ะคันสุดท้ายของวันนี้แล้ว (อ้าวววววววววววว ซวยแล้วววววว) ผมเริ่มกระวนกระวายใจมากยิ่งขึ้น ทำไงดี แล้วขวัญจะยังไง จะเจอกันไหม จะเอาเสื้อผ้าที่ไหนเปลี่ยน เครียดมากบอกตามตรง เริ่มทำไรไม่ถูกแล้ว สิ่งที่ขวัญมีติดมือไปคือกระเป๋าตังค์กับพาสปอร์ตเท่านั้น

๑.ถึงแล้วฮอยอัน ๒.ถนนที่ฮอยอัน ๓.ไปปั่นจักรยานแล้วน่ะ ๔.ไอ่เป้
******************************************
แล้วไอ่เป้กับไอ่บอลก็เสนอว่า มันจะออกไปตามหาตามโรงแรมต่างๆ ผมรออยู่หน้าโรงแรมแต่ยังไม่เลิกเดินไปเดินมาด้วยความกระวนกระวายใจ ผมทำไรไม่ถูกจริง กลัวทุกอย่าง อีกอย่างหิวมากด้วยเพราะเวลาตอนนี้ก็เกือนทุ่มแล้ว นี่ผมนั่งรอมาเกือยสองชั่วโมงเลยหรออออออ
หิว!!! เครียด!!!ทำไรไม่ถูก เพื่อนสองคนยังไม่มา เครียด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
สักพักใหญ่ๆ ผมมองเห็นเงาคนเดินมุ่งตรงมาหาผม มันเป็นเงาของผู้ชาย ๒ คน และเงาเล็กๆ ผมเดาว่าเป็นเงาของผู้หญิง และที่สะดุดตาเมื่อมันใกล้เข้ามาคือเสื้อสีแดง ใช้แล้ว !!!! นั้นมันไอ่เป้นี่หว่าไอ่บอล เฮ้ยยยยยยย ขวัญก็มาด้วยสนุกสนานกันมาเชียว หัวเราะมาเลย ไอ้เป้บอกว่าเดินออกไปถึงสี่แยกสักพักก็เจอกับขวัญ แล้วทั้งสามก็ไปเดินดูโรงแรมกันเรียบร้อย แถมยังไปถ่ายรูปเล่นกันอีกนิดหน่อย (โถ่ ไอ่สาดดดดด มึงรู้ไหมกูรออยู่นี่เครียดแค่ไหนนนน)
แล้วเราก็มูฟกันไปที่โรงแรม เราได้โรงแรในราคา ๑๒ US ทั้ง ๒ ห้องเลย หลังจากที่เอาของเข้าเก็บแล้วเราก็ออกมาเช่าจักรยานหน้าโรงแรม เช่าแค่ ๒ คัน เนื่องจากไอ่บอลขี่จักรยานไม่ได้ ไอ่เป้เลยจำเป็นต้องเลือกมอไซค์ นั้นแสดงว่าผมและขวัญต้องปั่นจักรยายเพียงสองคน ค่าเช่าจักรยานที่ฮอยอันถูกมากมาย ๑๒๐๐๐ ดองต่อวัน เทียบเงินไทยแล้วไม่ถึง ๓๐ บาทด้วยซ้ำ

๑.โรงแรมที่เราไปพัก ๒.สภาพห้องนอน ๓.ลองของใหม่ ๔.ริมแม่น้ำทูโบน
********************************************
หลังจากได้จักรยานเราก็ปั่นไปหาข้าวกินหลังจากท้องอิ่มเราก็ปั่นไปเที่ยวกันแถบเมืองเก่า ถ้าเป็นเมืองไทยก็คงประมาณเกาะรัตนโกสินทร์มั่ง เข้าไปในย่านเมื่องเก่า(ได้ข่าวว่าเป็นเมืองมรดกโลกด้วย) ตึกเก่าๆ เกือบตลอดเส้นทางต่างเนรมิตรเป็นร้านค้า จะเจอร้านอาหารกึ่งๆ ร้านเหล้าเป็นระยะๆ ฮอยอันย่ามค่ำคืนก็สวยไปอีกแบบ ขวัญเสนอว่าโยเกิร์ตนามที่เสียดนามอร่อหลังจากที่ชิมของขวัญแล้วผมก็สั่งมา ๑ ถ้วย แต่ของผมมันแข็งมากเลยอ่ะ เลยไม่อร่อยอย่างที่ชิม
เดินชมเมืองเก่าได้สักพัก จริงๆ ผมแอบไปนั่งดูน้องๆ ที่มาถ่ายทำรายการอะไรสักอย่างริมแม่น้ำแล้วจู่ฝนก็เริ่มลงเม็ดอีกครั้ง เราทั้งหมดจึงตกลงกันว่าจะไปหาที่ชิวส์ต่อ เราข้ามฝั่งแม่น้ำทูโบนไป(เดินข้ามสะพานนิดเดียว)ฝั่นโน้นมองไกลๆ แล้วน่านั่งมาก เรากะว่าจะไปหาที่ชิวส์ๆ นั่งคุยกันต่อลัวก็กลับมาที่โรงแรมโวยอาการมึนนิดหน่อย คงเป็นเพราะว่าวันนี้เหนื่อยมากและเครียดด้วย พรุ่งนี้เราจะไปปั่นจักรยานเล่นกันที่ฮอยอัน

ดูเหมือนว่าตูจะเริ่มนอยด์อีกแว้วววววววว
*****************************
สิ่งมี่เรียนรู้วันนี้ : เครียด !!! แล้วจะวิตกจริต
14 comments June 9, 2009
ขอบคุณน่ะ***เว้
สวัสดีเว้
หลังจากที่หลับเป็นตายเมื่อคืน ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาคว้านาฬิกาที่บอกเวลาว่าตอนนี้เวลาหกโมงกว่าแล้ว จริงๆ มันไม่น่าจะเป็นไปได้ ปกติถ้าเป็นวันหยุดเข้มสั้นไม่ตีเลยไปเลข ๑๒ ผมคงยังไม่ถีบตัวเองออกจากเตียงเป็นแน่ๆ
หลังจากที่ทุกคนทำธุระส่วนตัวเสร็จ เรานัดเจอกันที่ล๊อบบี้ของโรงแรม(จริงๆ ไม่น่าจะเรียกว่าโรงแรมด้วยซ้ำ เพราะว่ามันไม่เหมือนโรงแรมเอาเสียเลย) ผมลงมาพร้อมกับขวดเบียร์ที่ได้ตกลงกับแม่ค้าว่า ผมจะต้องเอาขวดเปล่าไปคืนเพราะว่าผมซื้อมาในราคาที่ต้องเอาขวดไปคืน(จริงๆ ไม่ต้องเอาไปคืนก็ได้ แต่เกิดอยากเป็นคนดีขึ้นมาซะงั้น)
เสร็จจากเอาขวดไปคืนที่ร้านข้าวเมือวาน (จริงๆ ร้านใกล้มากไม่ไปคืนก็กระไรอยู่) สมองอันน้อยนิดมันสั่งให้สองเท้าเล็กๆ (ที่ไม่มีเล็บขบน่ะ) ของผมให้ก้าวยาวๆ เพื่อที่จะออกไปสู้โลกกว้าง แต่ดูเหมือนว่าฟ้าฝนมันจะไม่เป็นใจเอาซะเลย เราทั้ง ๔ คน ก็เดิน งงๆ อยู่รอบๆ โรงแรม ความจริงบอกตรงๆ น่ะครับว่ามันตื่นเต้นมากเลยแหละ เพราะอะไรหรอ
๑. ไม่เคยมา ครั้งแรกที่มาต่างประเทศ ถึงจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านก็เหอะ
๒. พูดจาคนละภาษา(สื่อสารไม่รู้เรื่อง)
๓. ภาษาอังกฤษผมเก่งมากกกกกก (เย้ยยยย)
๔. ……
๕. ……
เอาเป็นว่าเยอะเลยกังวลหมดทุกเรื่อง แต่จะให้มายื่น งง เก้ๆ กังๆ มันก็คงไม่ได้อะไร เดินหน้าเท่านั้น สิ่งแรกที่พวกเราจะทำกันคือ ไปหาที่แลกเงินสกุลเวียดนามก่อนดีกว่า (จากการศึกษามาแล้ว มีคนเตือนว่าการใช้เงินสกุลอื่นที่ไม่ช่ายสกุลเวียดนามนั้นโดนฟันแผลใหญ่มากเหอะๆๆ)
เงาของใครช่ายของเรา
จริงๆ แล้วหนึ่งในสมาชิกของเราตอนนี้มี หนึ่งคนที่เคยมาเวียดนามแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้เธอ (เพื่อนใหม่) ขอมาโฉบเดียวเนื่องจากก๊วนเธอไม่มีใครว่างเลยสักคนเราเจอและผมได้ผูกมิตรไมตรีกันที่สถานีขนส่งที่เว้เมื่อคืนไง
ขวัญ สาวอักษรศิลปากรที่เพิ่งเป็นบัณฑิตมายังไม่ครบปี ครั้งแรกที่ผมเจอขวัญผมคิดว่าผู้หญิงคนนี้ต้อวอายุเยอะกว่าผมแน่ๆ (ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง เธอมาเที่ยวเวียดนามคนเดียว เธอดูมั่นเป็นสาวเกร่ง บุคลิกเธอคล้ายกับแฟนศรัญญู ชื่อไรจำไม่ได้แล้ว และเธอ …เยอะว่ะ คือเห็นตอนแรกไม่คิดว่าเธอจะอายุน้อยกว่าเรา) ตอนนี้ขวัญอยู่ในช่วงกำลังเปลี่ยนงาน เธอจึงมีเวลามาพักผ่อนก่อนที่จะไปเริ่มสู้กับงานใหม่ของเธอ
เดินมาได้สักพักเริ่มรู้สึกว่าฝนจะไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเอาเสียเลยทั้งๆ ที่เรามีเสื้อกันฝนกันแล้วน่ะ ตอนนี้ดูเหมือนว่าเรากำลังสับสนกันอยู่ว่าเราควรจะทำไรดี เพราะว่าเราเดินผ่านย่านโรงแรมเร้าจะเข้าไปถามตลอดเลยว่า ที่นี่ห้องเท่าไหร่? ลดได้ไหม? หรือ เมื่อใดที่เดินผ่านบริษัททัวร์เราก็จะเข้าไปถามตลอดว่าไปฮอยอันเท่าไหร่ ? แล้วไปฮานอยล่ะเท่าไหร่?
และที่สุดก็ตกลงกันได้ว่าเราจะหนีฝนลงฮอยอันกันดีกว่า สุดท้ายเราก็ได้ตั๋วกับ DUY TAN TRAVEL อาจจะเพราะด้วยราคาที่รับได้ (จำได้ว่าประมาณ ๙๐ บาทไทย) รถออกประมาณบ่ายโมง (ถ้าจำไม่ผิด) ฉะนั้นตอนนี้เรามีเวลาเดินเที่ยวไม่เท่าไรเอง ขวัญจึงเสนอว่าเราควรเช่าจักรยานกันดีไหม สุดท้ายเราได้จักรยานมาคนละคัน แต่ไอ่บอลดันขี่ไม่เป็น (ซวยไอ่เป้ไป) เพราะต้องกลายเป็นสารถีจำเป็นนั่นเอง

๑.จักรยานที่เข่ามา ๒. แว๊นซ์ที่เวียดนาม ๓. สะพานตรังเทียน ๔. ซอกซอยที่เว้
***************************************
หลังจากนั้นก็ออกตามล่าหาที่แลกเงินต่อไป ที่แรกที่เราเจอคือ Bank ของเวียดนาม ไอ่เป้กะไอ่บอลเลือกที่จะแลกเงินที่นี้เลยเพราะขี้เกียจที่จะปั่นรถตามหา จริงๆ ผมก็อยากแลกให้มันเสร็จไปเลยน่ะครับ เพราะว่าที่แบงค์นี้ก็ให้เยอะอยู่พอสมควร ๑ US = ๑๗๑๐๑ แต่มันติดอยู่ที่ว่า ขวัญ เธอไม่ได้แลกเงิน US ไปอ่ะดิธนาคารที่เวียดนามไม่รับน่ะครับ (ขวัญถือเงินไทย)
ผมอาสาแยกไปกับขวัญเพื่อนที่จะหาร้านที่รับแลกเงินไทย ส่วนไอ่บอลกะไอ่เป้ มันก็เลยขอตัวไปถ่ายรูปแถวๆ สะพานตรังเทียนเพื่อเป็นการฆ่าเวลา
ผมกับขวัญปั่นกลับมาแถวสี่แยก(ไม่สามรถระบุชัดเจนว่าที่ไหน แผนที่ก็ไม่มี กล้าหารมากน่ะมึงไอ่นาย) สะดุดที่ร้านทองผมจึงพาขวัญเข้าไปถามดู แล้วก็เป็นโชคดีของเราที่ร้านทองที่เวียดนามนั้นรับแลกเงินไทยด้วย แต่ด้วยอัตราเรทเท่าไรนั้นผมจำไม่ได้ แต่จำได้ว่า ๑ US ของผมเท่ากับ ๑๗๓๐๐ (เหอะๆๆๆๆ ได้เยอะกว่าพวกมันอีก สะใจอันนี้คุยได้) ผมเลยจัดการแลกมาซะ ๕๐ US (พระเจ้า มีเงินแสน เกือบล้านแล้วเว้ยยยย)
สองเงาในวันที่ฝนพร่ำ
ผมกับขัวญปั่นจักรยานกลับมาหาไอ่สองตัวนั้นแต่เจอเพียงแค่จักรยานที่จอดทิ้งไว้หน้าธนาคาร สองถามจากยามด้วยภาอังกฤษบวกกับภามือได้ความว่า ทั้งสองไปถ่ายรูปแถวๆ สะพานแถวนี้แหละเดี๋ยวก็มา ผมจึงตกลงกับขัวญว่าเราปั่นจักรยานไปตามหาแถวๆ สะพานตรังเทียวกันดีกว่า แต่เพื่อไม่ให้หลงกัน ผมแอบทิ้งโน้ตที่เขียนเป็นภาไทยไว้กับพี่ยามด้วย (แน่ๆๆ แอบรอบขอบน่ะเรา) ปั่นอยู่รอบๆ สะพานกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบไม่เจอแม้แต่เงา ขวัญตัดสินใจว่างั้นเราปั่นเที่ยวกันดีกว่า (อ้าวววว เข้าทาง) มีรึผมจะไม่ตอบตกลง แต่ผมขอไปเชคแถวสี่แยกโรงแรมอีกรอบปรากฏว่าไม่เจอ สุดท้ายที่ทำได้คือทิ้งโน้ตใบใหม่ไว้
“รอนานมาก ปั่นหลายรอบแล้วไม่เจอ ไปเที่ยวแล้วน่ะ เจอกัน ๑๓.๓๐ ที่โรงแรมน่ะ”
ลงชื่อ ไอ่นาย+ขวัญ (ชอบจริงๆ ไอ่ตอนลงชื่นนี่)
แล้วขวัญก็พาผมปั่นจักรยานข้ามสะพานตรังเทียน รถเยอะมาก ทุกคันไม่รู้มันจะรีบไปไหน อึ้งอย่างเดียวครับ แต่ทำไรไม่ได้ ขวัญบอกว่า ไม่ต้องกลัวปั่นไปข้างหน้าอย่างเดียวก็พอไม่ต้องสนใจข้างหลัง แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แฮะผมทำได้ ไม่โดนรถเฉี่ยว ไม่โดนชน ไปได้สวย หุหุ
ข้ามสะพานตรังเทียนไปเลี้ยวขวาก็จะเป็นตลาดดองบา เรา(ตอนนี้เหลือแค่ ผมและขวัญเท่านั้น) เดินเข้าไปข้างในตลาด บรรยากาศภายในตลอดก็คล้ายๆ กับโบเบ้ผสมกับตลาดสดบ้านเราดีๆ นี่เองและเมื่อคุณก้าวเท้าเข้าไปในตลาดคุณจะกลายเป็นป๊อบสตาร์เพราะคุณจะโดนรุ่มทึ้งและการนำเสนอจากร้านต่างๆ ว่า ของเค้าดียังไง สวยมากเลยน่ะ ถูกด้วย และที่สำคัญแม่ค้าที่ตลาดดองบาเค้าสามารถพูดภาษาไทยได้ด้วยน่ะ ผมกับขวัญเดินผ่านร้านไหนก็จะโดนเรียกตลอดทาง สามอันร้อยๆ (หึหึ นี่หน้าตูไทยขนาดนั้นเลยหรอว่ะ ออกจะฝรั่งขนาดนี้) ออกจากตลาดดองบาแล้วเราข้ามสะพานมาอีกครั้ง เนื่องจากต้องพาขวัญ ไปหาตั๋วเพราะว่าจุดหมายของเธอคือ โฮจิมินทร์ ผมและขวัญปั่นไปปตาม Open Bus เพื่อที่จะหาตั๋วไป นาตรัง แต่เหมือนว่าทุกอย่างจะไม่เป็นใจ ทุกที่เต็ม และบางที่ก็ไม่โดนใจเท่าที่ควร
ยังไม่ได้ตั๋วแต่เราหิวแล้วเพราะตอนนี้ก็ ๙ โมงกว่าแล้วต้องหาอะไรรองท้องสักหน่อย ปั่นไปแถวนครจักรพรรดิไดนอย(Dai Noi) แล้วต้องผ่านร้านดังที่หลายคนคงรู้จักเป็นอย่างดี LAC THIEN ร้านนี้ที่เค้าจะทำที่เปิดขวดเองแล้วเมือใช้เสร็จเค้าจะให้ที่เปิดขวดเราเป็นที่ระลึก (แต่ดูเหมือนว่าลุงจะไม่ให้เราอ่ะ เราเลยต้องทวง เลยได้มา)

๑.หน้าร้าน LAC THIEN ๓. ลุงที่เจ้าของร้านที่ทำที่เปิดขวดให้ ๔. เมนูที่เราสั่ง
******************************************
ยังจะเหงากันไปถึงไหน
ท้องอิ่มแล้วก็ออกเดินทางต่อ มุ่งตรงสู่นครจักรพรรดิไดนอย(Dai Noi) ปั่นไปเล่นๆ รอบๆ เมืองเก่า แล้วเราก็เข้าไปชมเมืองเก่า ต้องเสียค่าบัตรเข้าชมด้วย ๕๕๐๐๐ ดอง ภายในนั้นก็จะมีพระราชวังต่าวๆ มากมาย แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่างการปรับปรุงและซ่อมแซมซะส่วนใหญ่ ฝนยังตกอยู่ตลอกเวลา
ช่วงนี้ผมใช้เวลาในการเดินชมวังต่างรอบๆ พร้อมกับขวัญเราได้คุยกันเยอะขึ้นแลกเปลี่ยนแนวความคิดต่างๆ ดูภายนอกขวัญอาจจะดูเป็นผู้หญิงที่แกร่งและเก่งมาก แต่จริงๆ เธอเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนไหวพอสมควร ผมยังแอบนึกว่าเธอไม่ควรมาเที่ยวที่นี้คนเดียวด้วยซ้ำ ฝนยังคงตกอยู่เรื่อยๆ
ตอนนี้ผมอยู่กับขวัญสองคนตามลำพังบอกตรงๆ น่ะครับผมทำไรไม่ถูกเลย ผมยิงคำถามตลอดเพื่อทำลายความเงียบแต่ก็มีหลายครั้งมากที่เราปล่อยให้เสียเม็ดฝนกระทบพื้นเป็นนตัวที่คุยแทน ตอนนี้กำแพงระหว่าผมกับเธอมันพังลงไปแล้วผมรู้จักเธอมากขึ้น และเธอคงรู้จักผมเยอะขึ้นเช่นกัน บ่อยครั้งที่เธอเป็นฝ่ายยิงคำถามบ้าง ผมชอบเวลาที่เธอถามมันแตกต่างกับคำถามของผม ที่มักจะถามแต่เรื่อง เพลง หนัง เทศกาลดนตรี สถนาที่ท่องเที่ยวหลายคนที่รู้จักผมจะรู้ดี เดินมาได้สักพักคิดว่าเดินยังไงก็คงไม่หมดแน่ๆ เลยตกลงกันว่าอยากดูอะไรก็ดู ไม่จำเป็นต้องดูให้ครบทุกที่หรอก แล้วเราออกมารับจักรยานที่ฝากไว้ข้างหน้าปรากฏว่าผมทำบัตรฝากหาย (ซวยแล้วซิ) แต่ด้วยความที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ขวัญจึงรีบดึงผมออกจากสถานการณ์นั้นอย่างรวดเร็ว
เราไปปั่นจักรยานชมเมื่องเก่ากันต่อ บริเวณรอบเมื่องเก่าจะใช้ถนนมางเดียวแต่ผมกับขวัญไม่รู้ปั่นสวนซะงั้น ถึงว่าทำไมรถทุกคันมันบีบแตรใส่เราตลอด ที่แรกหลงคิดไปว่ามันเห็นเราหน้าตาดีเลยอยากทัก (เอาก็มันซิ) นึกขึ้นมาได้ ขวัญยังไม่มีตั๋ว เราจึงกลีบไปที่ย่านชุกชุมของ Open Tour แต่ไม่เห็นจะมีเลยจึ่งตัดสินใจกลับไปที่บริษัทที่ผมซื้อทัวร์ไปฮอยอัน แต่ตั๋วที่ไปนาตรังนั้นไม่มี อ้าววววววว แล้วขวัญจะทำไงดี ผมพยายามที่จะช่วยเธอโดยการออกความคิดต่างๆ แต่ผมก็มีเวลาเหลืออยู่ไม่นานแล้วเพราะว่าผมต้องกลับไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้กับเคาเตอร์โรงแรมเนื่องจากนัดรถที่จะพาเราไปฮอยอัน

๑.วังต่างๆ ภายในจักรพรรดิไดนอย ๒.ทางเข้าที่ต้องจ่ายตังค์ ๓. สุดหล่อ ๔.พนักงานสาวโรงแรมที่เราพัก
***************************************************
ขัวญตัดสินใจที่จะไปต่อกับเรา เธอซื้อตั๋วไปฮอยอันแต่รถของเธอกำลังจะออก(เธอได้รถคนละคันกับผม) และกระเป๋าของเธอก็อยู่ที่โรงแรมเช่นเดียวกัน แล้วจะทำไงดี ผมบอกกับเธอว่าผมจะเป็นคนเอากระเป๋าเธอไปให้ที่ฮอยอัน เพราะเธอต้องขึ้นรถแล้ว แล้วรถก็มารอรับแล้วด้วย ผมตกลงว่าเราจะเจอกันนอีกครั้งที่ฮอยอัน (จริงๆ ผมแอบดีใจที่มันเป็นไปแบบนั้น ไม่ต้องบอกหรอกว่าเพราะอะไร ผมว่าคุณรู้) รถเธอออกไปแล้ว ผมกลับมาที่โรงแรมเพื่อที่จะมาเอากระเป๋านัดรถบ่ายโมงครึ่งผมมาบ่ายโมง รอจนบ่ายครึ่งรถยังไม่มา บ่ายสองโมงรถมาจอดที่ปากซอยโรงแรม ไอ่เป้วิ่งมาบอกว่ารถมาแล้วให้รีบออกไป แต่ดูว่าคนขับแมร่งงงง หงุดหงิดที่เราเดินออกไปช้า เพราะว่าโรงแรมที่เราพักมันต้องเดินเข้าไปในซอยประมาณ ๒๐๐ เมตรเห็นจะได้
แต่ผมยังคงมึนๆ น่ะไม่เร่งไม่รีบเพราะผมไม่ช่ายคนผิด เค้านัดผมบ่ายครึ่ง ผมยื่นรอครึ่งชั่วโมง รถมาสายแล้วมาโวยวายใส่ผม ผทยั่วครับ ผมแสดงกิริยาที่บ่งบอกว่าตูไม่พอใจน่ะ ผมพูดกับพนังานบริษัททัวร์ที่มากับรถด้วย เค้าขอโทษผมแต่ไอ่คนขับรถยังพูไม่เลิก และผมก็ยังไม่เลิกหงุดหงุดเช่นกันดีที่ผมไม่ต้องไปกับรถคันนี้จนถึงฮอยอันเพราะว่าเราต้องไปเปลี่ยนรถอีกคันหนึ่ง บุ๋ย บุ๊ยยยยยยย เว้ แล้วเราจะกลับไปหาเธออีกน่ะจ๊ะ (คนขับรถเดี๋นวเจอกัน อึยส์!!!)
8 comments June 4, 2009