Posts filed under 'ชีพจรลงเท้า'

โดด——>JUMP

โดดหมู่

โดดอีกครั้ง
 

หญิงโดด
 

ชายโดด
 

โดดแบบรุนแรง
 

 

โดดแบบเด็กๆ

7 comments August 8, 2008

ทะเลแสนงามที่เมืองปราณบุรี

หลังจากทำสงครามตัวหนังสือกับเพื่อน ผมตัดสินใจที่จะไม่ไปสัมมนาของภาควิชา (รับน้องนั้นเอง) ในวันพฤหัสบดี แต่แล้วในที่สุด เย็นวันศุกร์ผมก็กลับไปเก็ยกระเป๋าเพื่อไปลันล้าที่ทะเลเมืองปราณบุรี

 

ตลอดการเดินทางเรามีเกมส์มาเล่นกันเพื่อไม่ให้การเดินทางของเป็นไปอย่างครึกครื้นสนุกสนาน (ลืมบอกไปว่าน้องๆ ได้จัดรถให้พี่ๆ บัณฑิตแยกมาอีก 1 คัน) โดยโปโมเตอร์มือหนึ่งของภาควิชาเกมส์ไม่ยากแค่นับ 1-3 แค่นี้แต่มีบางคนซัดไปสะ 6-7 จอก กว่าจะนอนได้ก็ตีสามครึ่ง แต่ผมไม่ได้นอนเพราะว่าอยู่ต่ำแหนงที่แอร์ลงหนาวมากกกกก

บรรยากาศตอนเช้าที่ทะเลปราณฯ

 

ไปถึงที่พักตีห้าครับแต่ไม่สามารถเข้าห้องพักได้น้องๆ บอกว่าจะเข้าห้องพักได้ต้องรอ 11 โมง แต่โชคดีที่น้องหาที่พักให้เลยได้งีบนิดหน่อย ก่อนที่เราจะมีเล่นเกมส์นับเลขกันต่อ

 

สายๆ มีกิจกรรมรอดซุ้ม ของน้องๆ ปี 1 หลังจากที่โดนพี่ๆ เอาไปเข้าฐานมาแล้ว กิจกรรมเข้าฐานเป็นกิจกรรมที่น้องๆ ปีหนึ่ง โดยระหว่างทางก็จะมีพี่ๆ ค่อยเล่นด้วยความสนุกสนาน ระยะทางที่น้องๆ ปี 1 ต้องรอดผ่านเข้ามาเหมือนกับช่วงชิวิตของน้องๆ ที่กำลังก้าวเข้าสู่ชิวิตของการเป็นนักศึกษา

เตรียมรอดซุ้มครับ

 

หลังจากนั้นก็เป็นกิจกรรมเข้าฐาน พี่บัณฑิตมีเกมส์มาให้น้องๆ เล่นเหมือนเดิมเราใช้ชื่อว่า “ถ้าคุณแน่อย่าแพ้พี่บัณฑิต” 555 + แล้วเราก็สามารถจารึกลอยโง่ไปให้น้องๆ ได้หลายเส้น

“ถ้าคุณแน่อย่าแพ้พี่บัณฑิต”

 

จากนั้นก็เป็นการสัมมนาโดยอาจารย์และพี่บัณฑิต เดี่ยวกับภาควิชา ว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร จบแล้วไปทำงานไรได้บ้าง เสร็จแล้วก็แยกย้ายพักผ่อนก่อนที่จะทำกิจกรรมต่อ พี่บัณฑิตแยกตัวออกมาเล่นบอลกันอย่างสนุกสนาน และอีกส่วนก็นั่งสนทนาสารทุกข์ หลังจากที่บางคนไม่ได้เจอะเจอกันมานาน

 

แย่งธงรุ่น เป็นภาระกิจที่น้องๆ ปี 1 จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามัคคีของชั้นปี โดยจะให้น้องใช้ความสามารถของตัวเองก่อน เมื่อไม่สามารถทำได้ จะให้ขอความช่วยเหลือจากรุ่นพี่ กิจกรรมนี้ให้น้องๆ ปี 1 แสดงความสามัคคี การทำงานเป็นกลุ่ม การรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และที่สำคัญ แสดงให้เห็นว่าพี่ๆ พร้อมที่จะช่วยเหลือน้องๆ ทุกเมื่อ

น้องๆ เตรียมตัวแย่งธง

พี่พร้อมกับกิจกรรมแย่งธง

 

หลังจากแย่งธงเสร็จเพื่อพิสูจน์ความสามัคคีของน้องๆ ปี 1 เรียบร้อย ก็เป็นกิจกรรม “สะพานดาว” คล้ายๆ กับการเอาคืน แต่ความหมายมันมีมากกว่านั้นมันแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมทั้งหมดทั้งปวงพี่ๆ ต้องการสืออะไรให้น้อง เป็นด่าานสุดท้ายที่พี่ๆ ทุกรุ่นให้รุ่นน้องๆ กิจกรรมนี้อาจจะเห็นน้ำตาของน้องๆ ปีหนึ่งหลายๆ คนเพราะนี่คือบทพิสูจน์ว่าพวกเค้าทำได้ และผ่านทุกๆ กิจกรรมมาด้วยกันกับเพื่อน น้ำตาแห่งความปราบปลื้ม และความภูมิใจของตัวเองต่างหลั่งไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้

กิจกรรมสะพานดาว

 

บายศรีสู่ขวัญก่อนจะนอน เป็นการรับขวัญน้องๆ อย่างสมบูรณ์แบบ

 

เสร็จกิจกรรมทุกอย่างก็ล่วงเวลาเกือบตี 2 แต่พี่บัณฑิตอย่างเราๆ มีหรอจะนอน ต้องมานั่งเล่นเกมส์นับเลข แพ้ต้องยก 1 จอก แล่นเอาตี 4 ครึ่งกว่าจะได้นอน และวันรุ่งขึ้นต้องตื่นนอนแต่เช้าเพื่อที่จะมาถ่านรูปรวมและถ่ายรูปสายเป็นอันเสร็จกิจกรรมทั้งหมด

บายศรีสู่ขวัญ

รวมพี่บัณฑิต

เฮฮากันสุด

ต่างคนต่างคลีเอทท่าให้ CooL

Cool มากมาย

11 comments July 9, 2008

เชียงใหม่ I love you ภาคส่งท้ายความสุข

เช้ามากของวันที่ 20 ที่เรียกว่าเช้าเพราะว่าเมื่อคืนผมกินยานอนหลับไปเนอะๆ คนเดียว 2 ขวด (ที่เราๆ รู้จักกันดีในนามชาเขียวสัญชาติตะวันตก) ก็เลยรู้สึกว่าทำไมกูต้องตื่นนอนเช้าอย่างนี้ด้วยว่ะ อยากนอนต่อ แต่ด้วยสปิริตอันแรงกล้านัดน้องบีมเอาไว้ว่าพรุ้งนี้เราจะไปกาดหลวงกันตอนเช้า มันเป็นแผนปรับปรุงอย่างกระทันหัน

วัยรุ่นหนุ่ม-สาวที่มาออกกำลังกายตอนเช้า

ลังจากที่โทรหาบีมและนัดแนะให้มารับยังที่พักแล้วเรามุ่งหน้าไปที่ประตูท่าแพที่ตรงกันข้ามจะเป็นถนนคนเดินเปิดทุกๆวันอาทิตย์ รอบจะมาหนุ่มสาวชาวเส้าหลินพากันมาออกกำลังกายอย่างขมักเขม้นจากนั้นเราก็มุ่งหน้าต่อยังกาดหลวงเพื่อการตามหา “โหน่งปาท่องโก๋” เดินรอบกาดหลวงอยู่ประมาณสามรอบทั้งๆ ที่มีหลายร้านบอกว่าร้านโหน่งหยุดสงกรานต์ แต่ยังมีหลายร้านที่บอกว่าวันนี้ร้านเปิด(ชี้ไปทางโน้นที่ทางนี้ที) เราจึงไม่ลดละความพยายาม และแล้วเราก็มาเจอร้านปาท่องโก๋หน้าศาลเจ้า ปาท่องโก๋ดูหน้ากินใช่หยอก เราจึงหยุดพักขาที่ร้านนี้ก่อนแล้วหยิบปาท่องโก๋มาเรียกน้ำย่อยก่อนแล้วตามด้วยน้ำเต้าหู้ สุดท้ายบีมอยากรู้ว่าร้านที่เรานั่งอ่ะคือร้านโหน่งหรือเปล่าเพราะบีมบอกว่าได้ยินชื่อมานานแต่ยังไม่เคยมาลิ้มลองรสชาด สุดท้ายผมต้องไปถามพี่คนขาย

“พี่ครับนี่ใช่ร้านโหน่งหรือเปล่าครับ”

“โหน่งไหนครับ ไม่ใช่ครับ”

แป๋วหน้าแตกเลย แต่ก็โอเค พอรับได้

 หลังจากที่ได้อาหารลงท้องเรียบร้อยเราก็ไปเดินดูอาหารตา วันนี้กาดดอกไม้ไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควรเนื่องด้วยเหตุผลเดียวกับที่ร้านโหน่งปาท่องโก๋ไม่เปิดทำการ หลายๆ ร้านเริ่มทยอยตั้งร้านเราเดินรอบๆ ก็รู้สึกดีแต่น้องบีมบอกว่าปกติจะมีเยอะกว่านี้ ออกจากกาดหลวงเรามุ่งตรงไปที่ “ขัวเหล็ก” ไม่แน่ใจว่าเรียกถูกหรือเปล่า หรือที่หลายๆ คนรู้จักกันในสะพานรักเพื่อนสนิทนั้นแหละ

กาดดอกไม้ ที่กาดหลวง

เรื่องโรแมนติกทุกเรื่องเริ่มต้นที่คำทักทาย

สัเกตดีๆ ว่ามีไรแตกต่าง

 แดดเริ่มแรงผมเสนอว่าเราจะไปเปลี่ยนรองเท้า และผมจะกลับไปเก็บกระเป็าเพื่อที่เราจะได้เที่ยวต่อกันแบบยาวๆ เพราะว่าตอนนี้ผมได้แยกตนมาเป็นอิสระจากทางคณะทัวร์เหลือเวลากลับเท่านั้นที่เราจะต้องรวมกันอีกครั้ง หลังจากที่จัดการธุระเสร็จเราก็ไปหาไรกินกันอีกแน่นอนหนีไม่พ้นวาวี เราเลือกที่ นิมานซอย 4 ก่อนหน้านั้นบีมพรีเซนต์ “หมูปิ้งคุณพ่อ” ครั้งแรกที่ผมเห็น โอ้ววววววววว ทำไมมันสุดยอดเช่นนี้ นั้นไม่ได้หมายถึงรสชาติ แต่ผมหมายถึงความตั้งใจหลายๆ อย่างผมรู้สึกได้ถึงความตั้งใจของเจ้าของร้านที่จะทำให้หมูปิ้งของเขาออกมาในลักษณะนี้ แต่ก่อนบีมบอกว่าร้านนี้เค้าจะไม่ใช้ถุงพลาสติกเลย แต่ด้วยเหตผลที่ว่าเวลาผู้ชายออฟฟิสที่ซื้อไปกินมักจะชอบใส่เอาไว้ที่กระเป๋าเสื้อทำให้เสื้อเลอะเทอะ เค้าจึงปรับมาใส่ถุงพลาสติกเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง

 ถึงร้านกาแฟวาวี ซอย 4 ค่อนข้าเช้ามากๆ ร้านยังไม่ค่อยมีคนที่เห็นอยู่ก็ 2- 3 คนเราจึงเลือกที่นั่งได้ตามสบายและที่เราทำเหมือนกับว่าร้านัท้งร้านเป็นของเราก็เพราะว่าเราจะเล่นถ่ายรูปกันจนพนักงานแอบมามองแล้วก็หัวเราะกันยกใหญ่

 เดินกันต่อที่นิมานฯ ซอย 1 หลังจากที่เมื่อคืนหลายๆ ร้านปิดเนื่องจากเรามาดึกจนเกินไป บีมบอกว่าซอยนี้เป็นซอยที่รวมร้าน HIP เอาไว้ ร้านแรกที่เราแวะแต่ร้านยังไม่เปิดอีกเช่นเคยคือร้าน “แมวใจดี” ร้านนี้เป็นเจ้าของเดียวกับ หมาใจดำ ต่างกันที่ว่าแมวใจดีเป็นร้านที่ขายเทียน ส่วนหมาใจดำนั้นเป็นชี่อสุรากลั้นยี่ห้อหนึ่ง ออกจากแมวใจดีเราก็ตรงไปที่ สุริยัน-จันทรา อ้าาาาา คราวนี้ร้านเปิด เราได้ย้ำกรายเข้าไปภายในร้าน ภายในร้านออกแนวภารตะนิดๆ เจ้าของร้านใจดีมาเค้าบอกว่า “เชิญถ่ายรูปได้ตามสบายน่ะครับ” นี้ก็เป็นความประทับใจครั้งที่สี่แล้วของผม

หน้าร้านแมวใจดี

ทำเลทองที่สุริยัน-จันทรา

ออกจากร้านสุริยัน-จันทรา บีมพาเดินข้าถนนมาที่บล็อกร้านเล่า ข้างมีร้านแบเกอร์รี่ที่บีมมาประจำเพราะอร่อยแต่วันนี้ร้านไม่เปิด ดูเหมือนว่าหลายๆ ร้านจะไม่ค่อยเป็นใจให้กับเราเท่าไรหนัก เราจึงมุ่งตรงไปที่อ่างแก้วภายในรั้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รอบๆ อ่างแก้วจะมีนักศึกษามานั่งอ่านหนังสือ บ้างมานั่งวาดรูป ดูแล้วเพลิน เราแวะที่สหกรณ์ มช. ไม่มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนแต่ผมอยากแวะก็เท่านั้น แล้วเราก็ไปทัวร์ที่หอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บรรยากาศดีมากๆ ย้ำดีมากๆ (แอบคิดในใจว่าทำไมเราไม่คิดที่จะเรียน มช. แต่มาคิดตอนนี้ก็สายไปแว้ว) ขึ้นไปที่อ่างเกษตร ข้างบนจะมองเห็นรอบๆ เมืองเชียงใหม่ แต่วันนี้ทรรศนียภาพไม่ค่อยดีเท่าไรเนื่องจากหมอกลงเราจึงมองเชียงใหม่ในแบบที่มัวๆ

อ่างแก้วภายใน มช.

 

 

ก๊วยเตี๋ยวในสวนอารมณ์ดี ฟังชื่อก็รู้สึกดีแล้ว ร้านตกแต่งสไตล์สวนสบายๆ แต่ที่ดูโมเดิ้ลมากสำหรับร้านนี้คือห้องน้ำสวย ข้างในร้านตกแต่งดูดี เพลงที่ใช้เปิดโคตรโมเดิ้ลเพราะหาที่ไหนไม่มีหรกร้านก๊วยเตี๋ยวเปิดเพลงสากลคลาสสิก หาได้ที่นี้เท่านั้น ก๊วยเตี๋ยวในสวนอารมร์ดี ต่อด้วยร้านป้าน้องน้ำส้มสวนสุขภาพสัดน้ำส้มไปเต็มๆ บีมพยายามพาไปหาลูกชิ้นหรือเปล่าไม่แน่ใจที่หอพักแพทย์แต่วันนี้ไม่ขายเราจึงเลยไปที่ iberry สาขาเชียงใหม่บนถนนนิมานฯ ที้ร้านตกแต่งได้โดนใจเป็นที่สุด หน้าร้านจะมีชิงช้าใต้ต้นไม้ขนาดใหญ่

ร้านก๊วยเตี๋ยวในสวนอารมณ์ดี

  

 

ท่านประท่านเหมายืนรอหน้าร้าน

 

 โล้ชิงช้าหน้า iberr

 

 

 

หน้า iberry

ระหว่างการรอการกลับมาของงบีมเพราะว่าบีมกลับไปที่ห้องเนื่องด้วยเราไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปไปจำเป็นต้องใช้กล้องจากมือถือ 15 นาทีบีมก็กลับมาแล้วผมก็สั่งไอติมสัปปะรด บีมบอกว่ารสชาดแปลกอาจเป็นเพราะการแต่งกลิ่นให้เหมือมันเลยดูเหมือนว่า “พยายาม” เกินไปที่จะเหมือน ออกมาเลยรู้สึกแปลกๆ ไม่ธรรมชาติ ดูนาฬิกาก็คงได้เวลานัดกับทางคณะแล้ว และสุดท้ายที่สุดผมก็ไปร้านกาแฟวาวีอีรอบเพื่อสั่งลา บีมมาส่งที่พักรถกำลังออก บอกตรงๆ รู้สึกใจหายเล็กน้อย(จริงๆน่ะ) บอกไม่ถูกแต่รู้ว่าต้องกลับแล้ว จริงๆ อยากอยู่ต่อ แต่ภาระก็ต้องมี

ไปเชียงใหม่แล้วก็ไม่พลาดที่จะเอาแพนด้ามาผาก

สุดท้ายจริงทางคณะก็ไปหาข้างกินที่หาดตึ่งเฒ่า ตอนนี้ผมหมดอารมณ์สนุกแล้วจึงไม่กระดี๊กระด๊าเท่าไร วันนี้กลับถึงกรุงเทพฯตี 2 เกือบ 3 ต้องตื่น หกโมงไปทำงาน 555+ อึดจริงเรา

 สุดท้าย ขอขอบคุณชาวคณะทุกคนที่ก่อให้เดิดทริปนี้

ขอบในไกด์สาวผู้ใจดีที่พาทัวร์เชียงใหม่

ขอบคุณถนนนิมานฯ ที่ทำให้ทริปเชียงใหม่มีสีสันขึ้น

สุดท้ายขอบคุณเชียงใหม่ ที่ทำให้ชายกลางหลงรักอย่างหัวปลักหัวปลำ

 

 

ปล.ขออภัยรูปที่นำเสนออาจทำให้ใครๆ หมั่นใส้แต่ทำไงได้เพราะรูปมีไม่เยอะจริงๆ

13 comments April 29, 2008

*เชียงใหม่* ภาคต่อแห่งความสุข

หลังจากที่แวะไป MAD ชื่อเต็มๆ คือ Media arts Design ก็ได้ได้พูดคุยกับนักศึกษาที่กำลังทำโทอยู่ที่นั้น บทสนทนาก็เริ่มขึ้นเค้าถามผมกับบีมว่ามาดูหนังกันหรอ แล้วก็ถามว่าผมเรียนที่ไหนกัน ฮ่าๆๆ ผมรู้ที่ถามเพราะคงเห็นหน้าเราเด็กมั้งและนี่คือความประทับใจอย่างที่สามของผม เริ่มหิวและผมบอกกับบีมแล้วเราก็เริ่มกิจกรรมคัดสรรร้านอาหารที่คิดว่าน่าจะเวิร์กที่สุด บีมเสนอว่าถนนนิมานฯ น่าจะโอเคที่สุดเราจึงเริ่มการค้นหาร้านขึ้น แล้วผมก็มาเจอกับ “ร้านต๋อง อาหารพื้อนเมือง” เหตุผลที่เลือกรานนี้เพราะผมสะดุดกับคำว่า อาหารพื้นเมือง ผมบอกกับบีมว่าอยากกินอะไรก็ได้ที่มันเป็นเชียงใหม่และบีมก็นำเสนออย่างทันท่วงที

 เราได้ที่นั่งในทำเลที่ค่อนข้างดีมากๆ แต่ที่ไม่ค่อยเวิร์กคือโต๊ะบีมจึงเสนอว่าเราควรย้านที่นั่งดีกว่าเราเราเริ่มสั่งอาหารโดยผมยัง Request ไม่เลิกว่าขอไรที่มันเมื้องๆ น่ะบีม แต่เมนูแรกของผมคือแกงฮังเล ด้วยที่ผมชอบและเป็นอาหารพื้นเมืองของชาวเหนือ และตามด้วยใส้อั่ว คอหมูย่าง และแกงโฮ๊ะ และน้องพนักงานก็เสนอเมนูแบบเห็ดๆ และด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านอาหารเหนือของบีมเพราะพื้อนเพเป็นคนเหนือเราสรุปเมนูสุดท้ายคือแกงแคเห็ดถอบ ผมขอข้าวสวย บีมขอข้าวเหนียว บีมบอกว่ามาเชียงใหม่ไม่กินข้าวเหนียวไม่ถึงเชียงใหม่น่ะพี่นายผมเลยสัดที่เหลือของบีมจนหมด

 

 ที่เด็ดของร้านต๋องคือที่นี่เป็นร้านอาหารพื้นเมือง แต่ร้านมีพิเศษคือมีดนตรีสดเล่นขับกล่อมเวลาทานข้าว และนักร้องก็ร้องเพลง “หยุด” เพลงโปรดของผมนั้นเอง แล้วผมก็หยิบโทรศัพท์โทรหาพี่สาวใจดีว่าผมโชคดีที่มีโอกาศนั่งกินข้าวภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นร้านแบบกันเอง พร้อมดนตรีเพราะๆ แต่ด้วยวันนี้พี่สาวไม่มีรมณ์เพราะว่าห่วงดู the star ผมก็เลยอวดไม่ขึ้น

 หลังจากที่หนังท้องอิ่มแล้วผมก็พร้อมที่จะออกเดินทางทัวร์เชียงใหม่ต่อน้องบีมเสนอว่าเราจะไปถนนคนเดินที่วัวลายเพราะวันนี้ที่ท่าแพไม่เปิด ปกติน้องบีมจะขายของที่ถนนคนเดินที่ท่าแพอยู่แล้ว

 ถนนคนเดินวัวลายแตกต่างจากถนนไนท์บลาซ่าอย่างสิ้นเชิงเพราะที่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นของที่เป็นเอกลักษ์ของภาคเหนือจริง และของแฮนเมดสะส่วนใหญ่ มีวงดนตรีคนตาบอกที่พร้อมใจกันนั่งเรียงแถวเล่นดนตรีกันอย่างสนุกสนานดูแล้วมีสีสัน กว่าจะเดินสุดถนนก็กินเวลาไปนานพอสมควรเกือบชั่วโมงได้ บรรยากาศถนนคนเดิน ดนตรีเหนือตลอดทางผมได้ความรู้เกี่ยวกับถนนสายนี้และที่ขาดไม่ได้คือความเพลิดเพลิน ขาเดินกลับเราได้ไอติมหลอดคนล่ะแท่ง บีมกินรสส้ม ผมกินน้ำแดง

 หลังออกจากถนนคนเดินบีมก็เสนอว่าเราจะไปที่ไหนดีตอนแรกผมว่าผมอยากไปอ่างแก้วเพราะพรุ้งนี้ผมก็จะไม่ได้เจอบีมแล้ว บีมก็เลยพาไปทัวร์ใน มช. สถานที่ต่างบงบอกถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยุ่ ณ สถานที่นั้นๆ ผ่านหอนาฬิกาบีมก็เล่าถึงประวัติของมัน แต่ผมไม่ขอลองดีกว่าอีกอย่างเวลาไม่เอื้อถึงผมจะอยากลองก็ตาม

 

ตบท้ายคือนี้ตามที่ผมบอกกับบีมไว้ว่าผมกินกาแฟไปคงนอนไม่หลับดังนั้นถ้าอยากนอนหลับต้องมียาแก้นอนหลับ บีมพาผมไปเลือกสถานที่รอบๆ ถนนนิมานฯ ผมอยากได้ร้านที่นั่งชิวส์ๆ และเราก็มาเจอราาน”คุณนายตื่นสาย” ที่เลือกไม่ได้เลือกเพราะชื่อตรงกันแต่เลือกเพราะคนไม่ค่อยเยอะ และเมื่อตอนกลางวันเพิ่งผ่านร้านนี้ บรรยากาศค่อนข้างดี เราเลือกที่จะนั่งโต๊ะใหญ่ถึงแม้ว่าเราจะไปกันเพียงสองคนก็ตาม เพราะว่าภายในร้านคนไม่ค่อยเยอะเท่าที่ควร แล้วผมก็สั่งชาเขียวมา 2 ขวด ส่วนบีมขอแบบเบาๆ น้ำแดงแล้วกัน นั่งคุยกับบีมได้สักระยะ ก็พอที่จะรู้ว่ามีหลายๆ อย่างที่เราชอบตรงกัน นักเขียน แนวการฟังเพลงถึงแม้วงโปรดของเราจะไม่เป็นวงเดียวกันก็ตาม ผมรีบสุดเพราะร้านปิดแล้วแต่ทางร้านยังใจดีให้เรานั่งต่อจนหมด แล้วบีมก็ไปส่งถึงที่พัก ผมตกลงกับบีมว่าพรุ้งนี้เราจะมีโปรแกรมกันต่อถ้าทางคณะที่ผมไปด้วยเค้ายังที่จะเที่ยวที่เชียงใหม่ บีมไปส่งผมที่พักและแยกตัวกลับเป็นว่าวันนี้จอบลงด้วยความประทับใจและอิ่มเอมอย่างแรง

 สุดท้ายวันนี้แจ่มแมวจริงๆ

 555+

15 comments April 23, 2008

เมื่อชายกลางปะกับมะนาวต่างนุด

หลังจากใช้ชีวิตที่แบบไม่ค่อยมีจุดหมายปลายทางมาพอประมาณผมหอบสังขารที่ไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่เช้ามาถึงที่พักประมาณ 5 โมงเย็นที่จริงนัดกับบีไว้ประมาณเที่ยงถึงบ่ายๆ แต่ดูเวลาจริงๆ นี่แหละนิสัยคนไทย

หลังจากที่เจอกับน้องที่นัดเอาไว้ผมก็ต้องให้บีมรอเป็นรอบที่สองเพราะกลัวน้องจะทนกับกลิ่นไม่ไหวเอาน่ะซิเพราะเรายังไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่เช้า ตัวเองยังรู้สึกได้ว่าแย่มากๆ แต่เจ้ากรรมผมไม่ได้หยิบสบู่ไปก็ต้องไปหามินิมาร์ทใกล้เพื่อง่ายและรวดเร็ว บังเอิญผมไปเดินชนกับหญิงคนหนึ่งที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ผมขอโทษเค้าไป เค้าก็ขอโทษผมเป็นภาษาเหนือแบบสุภาพมากๆๆๆๆ นั้นเป็นความประทับใจแรกของผมกับเชียงใหม่ครั้งนี้ ผมใช้เวลาอาบน้ำค่อนข้างนานหน่อยก็เล่นไม่ได้อาบตั้งแต่เช้าและก็ผจญภัยมาซะขนาดนั้น โดยปกติผมเป็นคนอาบน้ำเร็ว

หลังจากจัดการตัวเองเสร็จผมก็ออกตามลายแทงแผนที่ที่บีมได้ทำไว้ มันเป็นลิสรายการที่ผมร้องขอและบีมต้องการนำเสนอ

ผมบอกกับบีมว่าอยากไปกินกาแฟวาวี ถึงแม้เวลาขณะนี้จะเป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้วก็ตาม เพราะเป็นเป็นความเชื่อส่วนตัวของผมว่า “มาเชียงใหม่ไม่กินกาแฟวาวี ถือว่ามาไม่ถึงเชียงใหม่” ยังไงใครจะลอกเรียนแบบก็ไม่ว่ากัน ผมลีสสาขาของกาแฟวาวีส่งให้บีม แอบเห็นบีมอึ้งนิดหน่อยเพราะคงไม่คิดว่าผมจะเตรียมพร่ฃ้อมขนาดนี้ บีมเลือกที่จะพาผมไปเดินหาแถวถนนไนท์บลาซ่าเพราะบีมบอกว่าเคยเดินผ่าน แต่นั้นบีมอาจจำผิดเพราะที่นั้นไม่มี แล้วเราก็ไปหาสาขาที่ใหล้ที่สุด คือสาขาสุริวงค์ แต่ดูร้านและบรรยากาศไม่ค่อยเวิร์กเท่าที่ควรจะเป็น บีมเสนอว่าไปถนนนิมานดีกว่าอันนี้บีมเฟิร์มว่าร้านสวยบรรยากาศสุดยอด แล้วบีมก็ทำตัวเป็นไกด์ที่ดี ผมได้เจอกับร้านกาแฟวาวี ถึงจะเป็นเวลาเกือบทุ่มแต่ผมก็สั่งวาวีเย็นมาลิ้มลองรสชาด บอกได้เลยว่าวาวีเป็นกาแฟไทยที่ไม่แพ้แบรนใดในโลก (โอ้วของกูคนเดียวอีกแล้ว)

หลังจากที่ซัดคาแฟอีนไปแล้วรู้สึกสดชื่นมานิดหนึ่ง ตอนแรกๆก็กลัวจะนอนไม่หลับแต่ไม่เป็นไรเพราะผมคิดไว้แล้วว่าผมสามารถหายานอนหลับได้สบาย

ร่านเล่าคือร้านหนังสือแนวๆ เดียวกับร้านหนังสือเดินทางถนนผ่านฟ้า ร้านเล่าอยู่บนถนนนิมาน จากที่บีมเล่าที่ตั้ง ณ ปัจจุบันคือที่ที่ 3 ที่ร้านย้ายมา บรรยากาศร้านค่อนข้างเป็นกันเอง โดยปกติผมชอบที่จะเอาตัวไปแฝงอยู่ตามร้านหนังสืออยู่แล้วและที่นี่ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง แอบเหลือบไปมองเห็น สมองไหวในฮ่องกง นักเขียนคนโปรดของใครหลายๆ คนด้วย หนี่งในนั้นสามารถนับผมรวมไปด้วย ที่ร้านมีหนังสือทำมือเยอะมากเรียกได้ว่าเป็นแหล่งปล่อยของของเหล่าบรรดาคนมีของก็ว่าได้ ผมคงไม่พลาดที่จะหยิบมาสักเล่ม และเลือกส่งผ่านความประทับใจใส่แสตมป์ไปให้ใครหลายๆ คน แต่ๆๆ โอ้วววส์พระเจ้าจอร์ดดดดด ผมจำที่อยู่ตัวเองไม่ได้งานนี้ต้องอาศัยน้องบีม เพราะผทจำได้ว่าบีมเคยส่ง PC มาให้ผมบีมกลับไปเอาที่อยู่ส่วนผมก็เดินดูที่ร้านไปเรื่อยๆ พนักงานบอกว่าเชิญตามสบายน่ะครับ เค้าจะออกไปกินข้าวหน้าร้าน โอ้ววววววส์ นี่ก็เป็นความประทับใจครั้งที่สองของผม

 

หลังจากกิจกรรมส่งความสุขเสร็จสิ้นลงบีมก็เสนอว่าเราจะไปเดินนิมานซอย 1 กันเพราะซอย 1 เต็มไปด้วยร้านแกลลอรี่มากมายแต่ผมคงเลือกไปผิดวันเพราะดูเหมือนว่าวันนี้หลายๆ ร้านปิดเพราะว่าหยุดยาวมาจากเทศกาลสงกรานต์สิ่งที่ทำได้คือการเดินสำรวจหน้าร้าน

อารมณืศิลป์ยังไม่จางหายบีมรีบพาผมบึ่งแมงกาไซค์ไป MAD มันคือหอศิลป์ มช. ปกติจะมีการฉายหนังบนดาดฟ้าเคล้ากับท้องฟ้า พระจันทร์ และดวงดาว ประตูปิดแต่ด้วยพละกำลังอันเหลือล้นของบีมก็สามารถทลายประตูได้วันนี้ไม่มีการฉายหนังบนดาดฟ้า แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าวันนี้ไม่มีหนังฉายเพราะผู้จัดย้ายมาฉายชั้น 2 วันนี้ฉายเรื่องชาลี เชฟปลิ้น ผมได้แค่เพียงแอบส่องเข้าไปจากประตูก็เท่านั้นเพราะว่าผมยังมีอีกหลายโปรแกรมที่รออยู่

 ภาคแห่งความสุขยังไม่จบลงแค่นี้ ยังมรต่อน่ะครับ

6 comments April 22, 2008

สวัสดีเชียงใหม่

ภาคทำบุญ
19/20/51

จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ตอนนี้ผมก็มาอยู่ที่เชียงใหม่แล้ว ล้อหมุนออกจากกรุงเทพฯ สี่ทุ่มโดยประมาณทั้งๆ ที่จริงแล้วนัดสามทุ่มครึ่ง ไม่แปลกเลยเพราะนี่คือนิสัยคนไทย ตลอดทางการเดินทางผมไม่ค่อยมีบทสนทนากับใครเพราะผมจะมีเสียงดนตรีตลอดการเดินทาง สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือการหลับเพื่อเอาแรงในวันรุ่งขึ้น

ตื่นมาอีกทีผมถึงเชียงใหม่โดยไม่รู้ตัว และชาวคณะต้องการที่จะลงไปซื้อของเพื่อที่จะไปทำบุญ เราได้จุดหมายปลายทางกันที่ ตลาดอำเภอหางดง แล้วผมก็พาตัวออกจากเบาะนั่ง สองเท้าก้าวเดินเพื่อที่จะหาคาแฟอีนเข้าร่างกายโชคดีที่ผมเหลือบไปเห็นสภากาแฟของเหล่าบรรดาลุงๆ ที่พากันมานั่งตั้งแต่เช้าผมพาก้นไปหย่อนที่เก้าอี้พาสติกแต่อนิจจัง ไม่ครบกับบรรดาเพื่อนที่จะนั่ง ต้องหาเก้าอี้เสริม แต่สุดท้ายทุกคนก็ได้ที่นั่ง ผมได้กาแฟร้อนพร้อมไข่ลวกพอที่จะประทังชีพได้

แล้วเราก็ออกเดินทางกันต่อไปยังจุดหมายแต่ตอนนี้รู้สึกว่าทางที่เรากำลังจะไปนั้นมันเป็นทางตัน ต้องเสียเวลาหลายนาทีกว่าจะกลับรถเข้าสู่ทางหลักได้ วัดที่ผมไปนั้นอยู่บนเขาสูงแต่ไม่มากนักต้องใช้กำลังขาที่จะปีนขึ้นไป และผมก็ขึ้นไปถึงเป็นคนแรก

สำนักวิปัสสนา พระธาตุศรีสมเด็จพระพุทรชินวงศ์ ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่
ที่นี่มีพระจำวัดเพียง 1 รูป แต่วันนี้เป็นงานใหญ่พอสมควรทางวัดจึงได้นิมนต์พระจากที่ต่างๆ มาร่วมงานทางพิธีกรรมกว่า 40 รูป พิธีกรรมดำเนินไปอย่างราบลื่น

เที่ยงกว่าๆ ผมยังอยู่ที่เก่าทั้งๆ ที่เรากำหนดแผนว่าเที่ยงจะถึงที่พัก ผมรีบเปิดโทรศัพท์โทรหาบีมเพราะปิดครื่องไว้ตั้งแต่เมื่อคือ ก็เล่นโทรคุยกับพี่จุ๋มเป็นชั่วโมง

ลงมาเจอน้องชาวเขานั่งเลนผมเข้าไปคุยกับน้องเค้า (แต่จำชื่อน้องไม่ได้ หรือว่าไม่ได้ถามไม่แน่ใจเหมือนกัน) น้องเรียนอยู่ ป.1 มาเล่นแถวๆ วัดแต่กำลังจะกลับแล้วเพราะมากับเพื่อนๆ ดูไร้เดียงสาน้องพยายามที่จะพูดไทยกับเรา ผมถามน้องน้องถามผมเรามีบทสนทนากัน แต่ผมกพยายามพูดเหนือกับน้อง และที่เหนือชั้นกว่านั้นน้องพูดภาษาพื้นเมืองได้ด้วย เก่งจริงๆ ตัวเล็กแค่นี้พูดได้ตั้ง 3 ภาษา

เส้นทางของเรามุ่งตรงที่ อ.เมืองเพื่อที่จะเข้าที่พัก แต่น้องที่มาด้วยเรียกร้องว่าอยากไปชมสถานที่จัดงานพืชสวนโลก 2007 ผมคิดในใจกูสวยแล้วมึงมาอยากดูไรตอนนี้กูนัดน้องไว้แล้วแบตไม่มี แต่ดีที่ไหวตัวทันแอบจดเบอร์ไว้ที่สมุดก่อนกันพลาด

ถึงแล้วร่องรอยของสถานที่ที่เคยจัดงานพืชสวนโลก ตอนนี้รู้สึกว่าดูไม่ค่อยสดใสเท่าไรนัก ออกไปทางค่อนข้างแห้งแล้ง อาจเป็นเพราะว่าขาดการเอาใจใส่ เดินไปทางไหนก็ร้อนสวนแต่ละประเทศก็ช่างแห้งแล้งเหลือเกินกว่าจะกลับที่พักได้ก็ 4 โมงเย็นไปแล้ว แล้วน้องที่นัดไว้ล่ะทำไง ว๊ากกกกกกก จะบ้าตาย

 

ยินดีต้อนรับสู่ความแห้งแล้ง

5 comments April 22, 2008

เรียกน้ำย่อย

 เอารูปมาลงเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนแล้วกัน

5 comments April 21, 2008

What’s up Man

ชีพจรแม่งลงเท้าอยู่นิ่งๆ ไม่ได้เลย ผมใช้เวลาเกือยทั้งวันอยู่ตลาดนัดจตุจักรเพื่อการค้นหาบางสิ่งบางอยู่ หลายๆ อย่างผมเจอด้วยความตั่งใจ แต่อีกหลายอย่างที่โคตรจะตั่งใจหาเสือกไม่เจอเลยแม้นแต่เงา อากาศร้อน เหมือนว่ายิ่งร้อนยิ่งสู้ผมไม่ถอย เดินหน้าไปเรื่อยๆ ดีที่ได้ Coffee Factory ช่วยชีวิตไว้ไม่งั้นมีเฮแน่ๆ ก็แหง๋มแหละ สั่งเจ๊ไปบอกว่าไม่เอาหวาน พี่แม่งก็กวนนทีน ถามอยู่ได้ กรูบอกว่าบ่เอาหวาน ย้อนกลับมา น้องจะเอากาแฟดำหรอค่ะ บ่ๆ พี่เอาแบบหวานน้อยๆ แต่หวานนานๆ วี้ว

 

ด้วยความพยายามกว่า 4 ชั่วโมงกว่าใจผมไม่แพ้แต่ใจบอกว่าอยากเอาร่างกานอันร้อนระอุนี้ไปพึ่งแอร์เย็นๆ ด้วยการคิดอย่างไม่ตริตรองผมตัดสินใจขึ้น BTS ภายในระยะเวลา 0.00005 วินาที เพื่อไปยังแหล่งทมี่ผมจะสามารถหาความเย็นมาสู่ผิวหนังได้ ผมเลือก EGV เหตุที่ข้ามว่าฝั่งนี้เพราะว่าฝั่งโน้นแมร่งดูหมดแล้ว (เรื่องใหม่ๆ เข้าเร็วๆ ดิว่ะไม่มีหนังดูแว้ว) ตบท้ายของวันด้วย Spiderwick โคตรเสียรมณ์

 

เช้าวันอาทิตย์ที่สดใส เนื่องด้วยวันนี้ผมต้องไปบ้านพี่ที่ทำงานเพื่อทำบุญบางอย่าง ผมติดอยู่ที่นั้นเกือบ 4 ชั่วโมงในใจผมร้อนรุ่มถึงแม้จะเพิ่งโดนน้ำมนต์สาดไปหมาดๆ เน้นครับ เน้นท้องพี่ยกอะไรก็ไม่รู้มาว่างไว้ตรงหน้าผมก็หยิบโน้นนี่เข้าปากเรื่อยๆ อ่ะ 4 ชั่วโมงกว่าสัดไม่หยุด

 

ตกบ่ายๆ ผมต้องสัญจรอีกรอบเนื่องด้วยต้องการหาที่รโหถานเพื่อต้องการเก็บบางอย่างเข้าสมองนั่งได้ชั่วโมงกว่าเกือบไม่ได้อะไรเลย แต่ได้แฮ่ อืมก็แหง๋มแหละนั่งตั่งเกือบชั่วโมงไม่ได้ก็ *** เต็มทีแว้ว ก่อนหน้านี้เจอรุ่นพี่ที่คณะ เนื่องด้วยความสนิทชิด-แต่ไม่ได้มีเชื้อเดียวกัน เมื่อสมัยพี่แก่ยังเป็นสาวแรกรุ่นผมเคยไปช่วยแกแหกปากขายตุ๊กตาสัตว์ประหลาด อยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร แต่วันนี้พี่หันมาเปิดกิจการร้านของตัวเองแกเปลี่ยนแนว หันมารักเด็กหอบเอาชุดสมัยเด็กๆ มาขาย แต่ที่ว่าไม่ใช่ชุดแกน่ะเพราะงั้นคงโบราณน่าดู อิอิ แกหันมาขายชุดเด็กน่ารักน่าชัง ว่างก็แวะไปน่ะครับ ชั้นใต้ดินแพลตินัม Baby angel แว่วๆ ว่าแฟตหน้าจะขายของผู้ใหญ่ด้วย

 

ตบท้ายด้ววยตั๋วล่วงหน้าของ ปิดเทอมใหญ่ หัวใจหว้าวุ่น 555+ หลังจากที่ดูตัวอย่างก็แล้ว เดินดูนิทรรศการก็แล้ว อยากดูว่ะ

 inine_kruub257.jpg

 

12 comments March 17, 2008


 

November 2009
S M T W T F S
« Oct    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930  

Categories

365 วัน

around-flaneur

บ้านพักริมทาง

๓๖๐ องศาที่ก้าวผ่าน

My Album

Blog Stats

Recent Posts

Recent Comments

ต้อม on 2 Days in Hoi AN
มอเอ. on 2 Days in Hoi AN
ชายกลาง on 2 Days in Hoi AN
jummdcu on 2 Days in Hoi AN
ต้อม on ฮอยอันฉันจะรักเธอดีไหม